มือที่มองไม่เห็น

หนึ่งในปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ อาดัม สมิท เขียนถึง “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “โภคทรัพย์ของชาติ” (The Wealth of Nations) ในปี 1776 แม้เขาจะใช้คำนี้เพียง 3 ที่ในหนังสือของเขา คำๆนี้ก็ได้กลายมาเป็นคำอุปมาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา ทั้งในวงการเศรษฐศาสตร์และวงการอื่นๆ รวมถึงวงการเมืองไทยในช่วง 3 ปีมานี้

แต่อะไรล่ะคือ “มือที่มองไม่เห็น”

อาดัม สมิท อธิบายถึงระบบเศรษฐกิจเสรีที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกในสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง ผู้ผลิตเลือกที่จะผลิตสินค้าที่ตัวเองถนัดและคิดว่าขายได้ราคาดีมีกำไร ในปริมาณที่เห็นว่าเหมาะสม ผู้บริโภคเลือกซื้อหาสินค้าและบริการที่ตัวเองต้องการ ในราคาที่ยอมรับได้ และในปริมาณทีเหมาะสม ตามสถานะทางเศรษฐกิจของตัวเอง พูดง่ายๆ ก็คือทุกคนเป็น อิสระชน ที่มุ่งแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ฟังดูก็เหมือนกับว่าน่าจะเกิดความสับสนวุ่นวาย แต่อาดัม สมิท บอกว่า ภายใต้ระบบเช่นนี้ ทุกอย่างจะลงตัวของมันเอง สินค้าและบริการที่เป็นที่ต้องการได้รับการผลิตและจัดหา ราคาของทุกอย่างถูกกำหนดได้ตามอุปสงค์และอุปทาน เสมือนหนึ่งมี “มือที่มองไม่เห็น” มาบงการให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ และท้ายที่สุดทุกคนในสังคมมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้น

ในการเมืองไทย “มือที่มองไม่เห็น” ถูกใช้โดยผู้มีอำนาจหรือผู้สนับสนุนรัฐบาลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ในลักษณะกระทบกระเทียบว่ามี “ผู้ที่อำนาจบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ” เข้ามาก่อให้เกิดขบวนการต่อต้านต่างๆ จนถึงบงการให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อันที่จริงข้อกล่าวหานี้อาจจะมีส่วนถูกอยู่บ้าง ถ้าผู้กล่าวหาเหล่านี้ไม่มองเฉพาะเจาะจงไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่น การพยายามกระทบไปถึง ฯพณฯ รัฐบุรุษ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะเข้าใจแนวคิดของอาดัม สมิท เสียหน่อย ก็อาจจะตาสว่างขึ้นได้

อันที่จริง ในสังคมไทยของเรามีคนจำนวนมากที่มี จิตสำนึกทางการเมือง (political conscience) หรือสำนึกของความถูกผิด และได้แสดงออกในรูปแบบต่างๆ ตามสถานะและเงื่อนไขอื่นๆ ของแต่ละคน แต่เมือรวมกันแล้ว ก็ได้นำมาสู่การชุมนุมต่อต้าน การยุบพรรค การรัฐประหาร การยึดทรัพย์ รัฐธรรมนูญที่เข้มงวดกับนักการเมืองมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ไปในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นขบวนการเหมือนมี “มือที่มองไม่เห็น” ชี้นิ้วบงการให้เป็นไป ทำนองเดียวกับการทำงานของระบบเศรษฐกิจเสรีในโลกของอาดัม สมิท

ไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอกครับว่า “มือที่มองไม่เห็น” เป็นมือของใคร เพราะมันไม่ใช่มือของใตรคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลรวมของ สำนึกของความถูกผิด ของวิญญูชนชาวไทย ต่างหาก

ม. 237 ความหวังของการเมืองไทย!

รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 มาตรา 237 บัญญัติไว้ดังนี้

“ผู้ สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภา หรือระเบียบ หรือประกาศคณะกรรมการเลือกตั้งซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดย สุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ถ้า การกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรค การเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการ เมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”

ผู้ ที่คัดค้านรัฐธรรมนูญมาตรานี้ บอกว่า บทบัญญัติเช่นนี้ ไม่ถูกต้องตามหลักการของกฏหมาย ซึ่งควรจะลงโทษผู้ที่ทำผิดเฉพาะตัว เป็นการมุ่งทำลายสถาบันพรรคการเมือง

ผมเห็นแตกต่างครับ

ผมไม่ใช่นักกฏหมายจิงไม่อาจวิจารณ์ได้ว่าการกำหนดให้มีความรับผิดชอบ ร่วมกันของผู้บริหารต่อการกระทำขององค์กรผิดหลักกฏหมายหรือไม่ แต่ก็พอจะมองได้ว่า เจตนารมย์ของบทบัญญัตินี้ค่อนข้างชัดเจน คือต้องการเห็นพรรคการเมือง และวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในพรรคการเมืองส่วนใหญ่ใน ปัจจุบัน นั่นคือ พรรคการเมืองที่ผู้บริหารพรรคกำหนด ตรวจสอบ ติดตามนโยบายและความเป็นไปต่างๆ ในพรรค และรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่ พรรคการเมืองที่แบ่งเป็น”มุ้ง”หรือ”วัง” (factions) ย่อยๆ รวมกันเข้ามาเพือผลในการเลือกตั้งและการได้อำนาจ ไม่มีใครต้องการรับผิดชอบกับการกระทำของใคร

ผมมองไม่เห็นว่า บทบัญญัติเช่นนี้ จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ หรือทำลายพรรคการเมืองได้อย่างไร ตรงกันข้าม ถ้าพรรคการเมืองใดปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องกับเจตนารมย์ของบทบัญญัตินี้ พรรคการเมืองนั้นน่าจะเข้มแข็งขึ้นอย่างแท้จริง และคู่ควรกับการได้รับการยอมรับว่าเป็น “สถาบัน” การทำให้แน่ใจว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองของพรรคไม่โกงการเลือกตั้ง น่าจะเป็นความรับผิดชอบต่ำที่สุดที่ทุกพรรคการเมืองต้องมี

แต่ ผมก็ไม่เชื่อหรอกครับว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองทั้งหมดจะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ ผมจึงได้แต่หวังว่า ม. 237 จะยังคงได้รับการปกป้องให้คงอยู่อย่างน้อยอีกสัก 10 ปี ให้พรรคการเมืองแย่ๆ ถูกยุบ เลือกตั้งใหม่ ถูกยุบอีก เลือกตั้งใหม่อีก สัก 2-3 รอบ การเมืองไทยจะเปลี่ยนไปอีกมาก นักการเมืองรุ่นเก่าคงต้องยุติบทบาทไป คนที่สนใจการเมืองแต่ไม่ต้องการลงทุนมหาศาลในการ”เล่น”การเมือง ก็อาจจะเข้าสู่การเมืองมากขึ้น

237 นี่แหละคือยาวิเศษที่กำลังออกฤทธิ และคือความหวังของการเมืองไทย อย่างแท้จริง