กระเป๋าเงินดิจิทัล กิมมิกใหม่ทางการเมือง

ฮิอฮากันพอสมควรเมื่อพรรคการเมืองใหญ่ประกาศนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือ digital wallet พร้อมเงินในกระเป๋าคนละ 10,000 บาท ให้ประชาชนชาวไทย 50 ล้านคน สิ่งที่ดึงดูดความสนใจคงอยู่ที่ คำกุญแจ สองคำคือ ดิจิทัล และ 10,000 บาท มาดูกันว่าสิ่งที่พรรคการเมืองนี้ประกาศคืออะไร ผลที่จะเกิดขึ้นคืออะไร

กระเป๋าเงินดิจิทัล ไม่ใช่ของใหม่ “เป๋าตัง” ที่รัฐบาลปัจจุบันสร้างขึ้นมาก็คือกระเป๋าเงินดิจิทัลเช่นกัน นอกจากนั้น ยังมีกระเป๋าเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่เอกชนผู้ให้บริการมือถือเปิดให้บริการมาก่อน และอันที่จริงบัญชีธนาคารของคนไทยในปัจจุบันเมื่อใช้งานร่วมกับโมบายแบงกิ้งแอป ซึ่งธนาคารทุกแห่งให้บริการอยู่แล้ว ก็ทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่สะดวกและมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในการรับ-จ่ายเงินได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้เงินสด การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้การโอนเงินผ่านโมบายแบงกิ้งแอป ไม่มีค่าธรรมเนียมการโอนเงิน นับเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้การจับจ่ายใช้สอยหรือการโอนเงินอื่นๆ ได้รับความนิยมอย่างมาก แทบจะทำให้ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลทั้งหลายไม่มีที่ยืน ประเทศไทยน่าจะอยู่ในแถวหน้าๆ ของประเทศต่างๆ ในโลกในเรื่องของความแพร่หลายของดิจิทัลวอลเลทอยู่แล้ว

พรรคการเมืองพรรคนี้ยังพูดถึง การนำเทคโนโลยี่บล็อกเชนมาใช้ในการสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัลตามนโยบายนี้ โดยอ้างว่ามีความปลอดภัยสูงและไม่ต้องผ่านคนกลาง ต้องยอมรับว่าผู้คนให้ความสนใจ บล็อกเชน ทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ จากการเกิดขึ้นของสกุลเงินดิจิทัล เช่นบิทคอยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างผลกระเทบต่อระบบการเงินโลกได้ไม่น้อย แต่เราต้องเข้าใจว่าสกุลเงินดิจิทัลบนบล็อกเชน แพร่หลายเพราะมีประโยชน์ในการโอนเงินนอกระบบ รวมถึงการฟอกเงิน และเนื่องจากมูลค่าของมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเป็นเป้าหมายของการเก็งกำไร ซึ่งทำให้มูลค่าของมันมีความผันผวนอย่างรุนแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

พรรคการเมืองพรรคนี้พูดถึงการสร้างสกุลเงินดิจิทัลโดยธนาคารกลาง (central bank digital currency) บนโครงสร้างบล็อกเชน เพื่อมาใช้กับกระเป๋าเงินดิจิทัลที่จะสร้างขึ้นมา แนวทางที่น่าจะเกิดขึ้นตามแนวความคิดนี้ก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้สร้างสกุลเงินดิจิทัลนี้ขึ้นมา เช่น อาจจะเรียกว่า เงินบาทดิจิทัล ซึ่งอาจจะมีค่าเท่ากับเงินบาทที่มีอยู่แล้ว การกระทำเช่นนี้ จะเท่ากับเป็นการ “พิมพ์เงิน” เพิ่มขึ้นในระบบ แล้วให้รัฐบาลกู้ไปใส่ในกระเป๋าเงินดิจิทัลที่จะสร้างขึ้น การ”พิมพ์เงิน”ในรูปแแบบใหม่คงต้องมีกฏหมายรองรับ และถ้ากฏหมายผ่านสถาได้จริง ก็ยังมีปัญหาว่าการกำหนดว่าจะพิมพ์เงินเพิ่มเท่าไรและในรูปแแบบไหน ยังคงเป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐบาลจะสั่งไม่ได้ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ในการรักษาเสถึยรภาพทางการเงิน ซึ่งเป็นแกนกลางสำคัญของวินัยทางการเงินของประเทศ การพิมพ์เงินออกมาให้รัฐบาลกู้จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะจะมีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะทำในกรณีที่เกิดภาวะเงินฝืด ในภาวะเช่นนั้น นอกจากพิมพ์เงินเพิ่มธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีเครื่องมืออื่นๆ เช่น การเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากตลาดมากขึ้น เช่นมาตรการ quantitative easing ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯทำเมื่อไม่กี่ปีก่อน วินัยทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราไม่อยากเห็นเงินเฟ้อพันเปอร์เซ็น หรือแม้แต่ล้านเปอร์เซ็นต์เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นที่ขาดวินัยในการบริหารระบบการเงินของประเทศ

ปัญหาอึกอย่างหนึ่งของสกุลเงินดิจิทัลบนบล็อกเชน ก็คือเทคโนโลยี่นี้มีความเหมาะสมแค่ไหนกับการจัดการกับจำนวนรายการการโอนเงินที่มากมาย เพราะใช้เวลาในการตรวจสอบรายการนานมาก ปัญหานี้อาจแก้ได้ด้วยการปรับอัลโกริซึ่มให้ง่ายขึ้นหรือรัฐบาลลงทุนสร้างเซิรฟเวอร์สำหรับแก้โจทย์เพื่อยืนยันรายการซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของบล็อกเชนด้วยตัวเอง ถ้าทำเช่นนั้นระบบนี้ก็จะมีรัฐบาลเป็นคนกลาง ไม่ใช่เป็นระบบไม่รวมศูนย์และไม่มีคนกลางเช่นบล็อกเชนของสกุลเงินดิจิทัลทั่วไป

พรรคการเมืองนี้อ้างว่า ไทยจะเป็นประเทศแรกๆ ที่สร้างสกุลเงินดิจิทัลขึ้นมาใช้งานได้สำเร็จ อาจจะตามแค่ประเทศจึน ต้องถามว่าสกุลเงินดิจิทัลของจึนไปถึงไหนแล้ว นอกจากปัญหาเรื่องบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลางที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไป และกระทบกับวินัยการเงินของประเทศ ปัญหาของประชาชนผู้ใช้งานว่าจะได้รับความสะดวกปลอดภัยแค่ไหน ปัญหาการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่รัฐบาลเข้ามาเป็นคนกลางจะเป็นอย่างไร บล็อกเชนอาจจะถูกแฮ็กไม่ได้ง่ายๆ แต่การขโมยรหัสเข้าวอลเลทในบล็อกเชนก็ยังคงเป็นปัญหาความปลอดภัยของสกุลเงินดิจิทัลทั้งหลายในปัจจุบัน

อันที่จริง พรรคการเมืองนี้ ถ้าได้เป็นรัฐบาลอย่างที่คาดหวัง อาจเลือกที่จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลบนบล็อกเชนโดยไม่ใช้ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยปล่อยให้มูลค่าของเงินบาทดิจิทัลเป็นไปตามกลไกตลาด วิธีนี้รัฐบาลไม่ต้องกู้แบงค์ชาติ ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก ใช้แค่สร้างระบบขึ้นมาซึ่งคงใช้เงินไม่มาก แต่สถุลเงินนี้คงยากที่จะได้รับการยอมรับในการซื้อขายหรือรับจ่ายอื่นๆ

สรุปแล้ว ในความเห็นผม นโยบายนี้เป็นแค่กิมมิกทางการเมือง โดยใช้คำหรูๆ เช่น ดิจิทัล วอลเลท บล็อกเชน เพื่อแสดงว่าพรรคการเมืองนี้เก่ง ทำเป็น ทันสมัย แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วด้วยนวัตกรรม แต่เนื้อแท้คือประชานิยมเดิมๆ ซึ่งทำได้ยากและจะมีปัญหาตามมามากมาย ถึงขั้นทำให้ระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศพังทะลายลงไปได้

วิกฤติการณ์ แฝลชมอบ คืออีกโอกาสในการปฏิรูปการเมืองไทย

แฝลชมอบที่เกิดขึ้นละกำลังกลายเป็นวิกฤติระดับชาติในปัจจุบัน แม้จะดูเหมือนว่าเกิดจากความไม่พอใจในการที่ทหารมีบทบาทสูงในการเมืองไทย และการที่เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย แต่ผมคิดว่า นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่แสดงถึงความล้มเหลวในการสร้างระบบการเมืองที่มีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานมาตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พศ. 2475 และนี่จะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราอาจจะสามารถฝ่าทางตันและปฏิรูปการเมืองไทยอย่างแท้จริงได้ ถ้าคนไทยเลือกทางที่ถูก

ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สังคมไทยมีพื้นฐานความเข้าใจและประสบการณ์ในอุดมการประชาธิปไตยและลัทธิเสรีนิยมน้อยมาก คนไทยเข้าใจ ยอมรับ และอยู่มากับระบบอุปถัมภ์ ที่ทุกคนมีและรับใช้เจ้านายและได้รับผลประโยชน์และการปกป้องเป็นการตอบแทน เป็นทอดๆ การพยายามสร้างระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบตะวันตกจากพื้นฐานเช่นนี้เป็นเรื่องยาก เพราะระบอบประชาธิปไตยเองก็มีช่องว่างและจุดอ่อนมากมาย ประชาธิปไตยไทยจึงประสบกับการหยุดชะงักเป็นช่วงๆ หลายต่อหลายครั้งจากการรัฐประหาร ซึ่งช่วงแรกๆ เกิดจากการขัดแย้งในอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ แต่หลังๆ เกิดจากปัญหาที่มาจากกลุ่มทุนการเมืองที่เห็นช่องทางในการลงทุนและถอนทุนทางการเมือง ที่นำไปสู่การคอรัปชั่นในทุกระดับ เพื่อนนักการเมืองคนหนึ่งของผมพูดว่า “จะทำการเมืองได้อย่างไรถ้าไม่มีนายทุน” หลังปี 2540 ภาวการณ์นี้พัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง เมื่อมีการใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งก็คือการเอาเงินภาษีของประชาชนมาซื้อเสียง นำไปสู่สิ่งที่ผมเรียกว่า “ประชาธิปไตยสามานย์” ซึ่งหนักหน่วง โจ๋งครึ่มและบ้าคลั่งที่สุดหลังปี 2550

สำหรับผม การรัฐประหาร 2557 เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะประเทศไทยตกลงสู่ห้วงเหวลึกของความขัดแย้งและความชะงักงันจากการออกมาชุมนุมเดินขบวนต่อต้านของประชาชนที่ทนไม่ใด้กับการใช้อำนาจบาทใหญ่ปกป้องพวกพ้องและการคอรัปชั่นที่บ้าบิ่นในจำนวนมหีมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าไม่มีทหารเข้ามา รีเซ็ต ระบบในครั้งนั้น ใครจะรับประกันได้ว่าเราจะไม่หล่นลงไปสู่ภาวะ “รัฐที่ล้มเหลว” เช่นเวเนซูเอล่าในปัจจุบัน

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช เข้าใจดีในระดับหนึ่งถึงภาระกิจที่ต้องดำเนินการ เห็นประสบการณ์ของการ “เสียของ” ของคณะรัฐประหาร 2549 สิ่งที่ คสช พยายามทำก็คือใช้เวลาให้นานขึ้นในการปฏิรูปและจัดระเบียบประเทศ โดยหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่างๆ ได้ดีขึ้นเมื่อมีการกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อเวลาผ่านไปการปฏฺิรูปที่แท้จริงเกิดขึ้นน้อยมาก และเห็นได้ชัดว่าต้องใช้เวลาอีกมาก แต่จากแรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ต้องเลือกที่จะกลับคืนสู่ระบบประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีโอกาสสูงที่การเมืองไทยจะกลับไปสู่วังวนประชาธิปไตยสามานย์ค่อนข้างสูง ดังจะเห็นได้จากคำถาม 6 ข้อ และ 10 ข้อของนายกประยุทธ์ ที่ถามประชาชนในปี 2560 สิ่งที่ คสช ทำได้และได้เลือกเป็นยุทธวิธีในการตอบโจทย์นี้ก็คือ การตั้งพรรคการเมืองพลังประชารัฐ เข้ามาเล่นในเกมที่ตนเองไม่ถนัด การใช้กลยุทธสืบทอดอำนาจ และหวังว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปราบโกง จะค่อยๆ แสดงอิทธิฤทธินำไทยไปสู่การเมืองใหม่ได้ในที่สุด

ข้อเรียกร้องของ แฝลชมอบ ที่ให้ปฏิรูปสถาบันกษัตรย์ เช่น ไม่ให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย ไม่ให้มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะ ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในระบบการเมืองไทย และก็ไม่ใช่สิ่งที่ราชอาณาจักรอื่นๆ ถือปฏิบัติ จะมีก็แต่เป็นการตอบสนองความสะใจและ อีโก้ ของผู้ชุมนุมบางส่วนและผู้อยู่เบื้องหลังแฝลชมอบเท่านั้น การจัดสรรว่าส่วนไหนควรเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์หรือส่วนพระองค์ เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ ไม่มีถูกหรือผิด และไม่มีผลต่อปากท้องประชาชนและเศรษฐกิจของชาติอย่างมีนัยยะ แต่ถ้าจะไปถึงขั้นให้ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ผมก็ไม่เชื่อว่าประชามติของคนไทยส่วนใหญ่จะเอาด้วย

การให้ สว มาจากการเลือกตั้งและไม่ให้มีสิทธิในการเลือกนายกฯ ผมก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาตของประชาธิปไตยสามานย์ได้ อาจจะแย่กว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ที่มีนายกคนนอกที่คอยคานอำนาจนายทุนการเมืองและนักการเมืองสามานย์ทั้งหลาย

สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นทางออกที่จะมีประสิทธิภาพและได้ผลเร็ว คือ ต้องเปลี่ยนให้นายกฯ มาจากการเลือกต้้งโดยตรง ซึ่งจะทำให้นายกฯ มีความยอมรับที่ชัดเจนจากปวงชน มีมือที่เป็นอิสระในการทำงาน ไม่ใช่มือที่ถูกมัดไว้เนื่องจากต้องจัดสรรผลประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดๆ ให้สส ยังคงเป็นผู้อนุมัติงบประมาณ และมีอำนาจถอดถอนนายกฯ ได้ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน เช่น การประพฤติชั่วหรือบริหารผิดพลาดอย่างร้ายแรง นี่จะเป็นการแบ่งแยกอำนาจบริหารและนิติบัญญัติได้อย่างแท้จริง และจะตัดวงจรลงทุนถอนทุนทางการเมืองได้

ผมเห็นว่า วิกฤติแฝลชมอบ เป็นโอกาสอีกครั้งที่จะปฏิรูปการเมืองไทยไปสู่่ “การเมืองใหม่” อย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้วิกฤติครั้งนี้ “เสียของ”

ประชาธิปไตยสามานย์

การเมืองไทยในช่วงกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ในภาพรวมแล้วต้องถือว่าติดอยู่ในวัฏจักรชั่วร้ายแห่ง “ประชาธิปไตยสามานย์” ทำไมผมจึงพูดเช่นนี้

เหตุการณ์ที่มีความสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทย ผมจะสรุปสั้นๆดังนี้

  1. เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นจุดเปลี่ยนจากเผด็จการทหารมาสู่รัฐบาลพลเรือน
  2. ช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารมาเป็นรัฐบาลพลเรือน (2516-2540) เรามีนายกรัฐมนตรีพลเรือนสลับกับอดีตข้าราชการ และอดีตทหาร เริ่มจาก นายสัญญา ธรรมศักดิ์ มรว. เสนีย์ ปราโมทย์ มรว. คึกฤทธิ ปราโมทย์ นายธานินทร์ กรับวิเชียร พลเอกเกรียงศักด์ ชมะนันท์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พลเอกชาติชาย ชุุณหะวัณ นายอานันท์ ปันยารชุุน พลเอกสุจินดา คราประยูร นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นช่วงที่นักการเมืองค่อยๆ สถาปนาอำนาจทางการเมืองเหนือทหาร และทหารค่อยๆ ปรับตัวยอมรับการปกครองโดยพลเรือน (civilian rule)
  3. รัฐธรรมนูญ 2540 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของการเริ่มสร้างระบบธรรมาภิบาลในการเมืองไทย (ดูเรื่อง “ธรรมรัฐ“) มีนายกรัฐมนตรีคือ นายชวน หลีกภัย พันตำรวจเอก ทักษิณ ชินวัตร พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายสมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

พร้อมๆ กับการที่นักการเมืองได้คืบเข้ามาเป็นผู้กุมอำนาจทางการเมืองแทนทหารได้อย่างจริงจัง นักการเมืองส่วนหนึ่งก็เริ่มเห็นช่องทางในการลงทุนทางการเมืองและกอบโกยผลประโยชน์จากอำนาจเพื่อคืนทุนและสร้างกำไร เริ่มตั้งแต่การซื้อเสียงโดยจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง การซื้อหัวคะแนน รวมไปถึงการซื้อตัวผู้สมัคร การเมืองเป็นเรื่องต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล และต้องถอนทุนด้วยการคอรัปชั่นและแบ่งปันผลประโยชน์กันระหว่างนักการเมืองด้วยกัน รวมถึงข้าราชการ

รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ และพยายามที่จะยกระดับประชาธิปไตยไทยให้ไประดับที่สูงขึ้น ระบบที่สำคัญคือการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบถ่วงดุล การมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน และหลักการอื่นๆ ที่มุ่งขจัดนักการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองชั่ว ซึ่งเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไดยไทย

ประชาธิปไตยไทยน่าจะค่อยๆ พัฒนายกระดับขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีนักการเมืองที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร นี่คือทัศนะของคุณชวน หลีกภัยในการปราศัยครั้งหนึ่ง ถ้าผมจำไม่ผิดที่เวทีผ่าความจริง ผมเห็นด้วยกับคุณชวนว่าคุณทักษิณ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยสามานย์อย่างเต็มรูปแบบ

สิ่งที่ทักษิณนำเข้าสู่การเมืองไทยคือ เงินทุนก้อนโต ประสิทธิภาพ ภาวะผู้นำ และประชานิยม

การเมืองไทยก่อนหน้าทักษิณ ทุนขนาดใหญ่เลือกที่จะอยู่ข้างหลังและหนุนพรรคการเมืองหลายพรรค นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีภาวะผู้นำและทักษะในการบริหารจัดการ และนโยบายแทบจะไม่ใช่ประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองเพราะทุกพรรคต่างประกาศนโยบายกว้างๆ คล้ายๆ กันเท่านั้น ทักษิณทำให้สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือ การลงทุนและถอนทุนทางการเมือง แม้ว่าหลายคนเคยหวังว่า ทักษิณรวยแล้วจะไม่โกง ตรงกันข้าม การลงทุน ถอนทุนทางการเมืองกลับถูกยกระดับไปสู่มิติที่สูงขึ้น สลับซับซ้อนขึ้น ผ่านนโยบายประชานิยมและการทุจริตเชิงนโยบาย

ในทัศนะของผม หนึ่งในสาเหตุของประชาธิปไตยด้อยพัฒนาของไทยก็คือ ระบบคิดของนักการเมืองไทยส่วนใหญ่ ที่มองว่าการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์และการจัดสรรผลประโยชน์ ความถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ไม่ใช่สาระ หรือไม่มีอยู่จริง ชนะได้ก็เป็นฝ่ายถูก ในหัวของนักการเมืองเหล่านี้ การเมืองต้องพวกมากเข้าไว้ เงินถึงๆ นั่นแหละคือสรณะ

ผมไม่ได้คิดเช่นนี้ขึ้นมาลอยๆ หรืออ้างอิงใคร แต่มาจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสนักการเมืองบางคน ผมเคยชวนเพื่อนนักการเมืองให้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่เน้นการสร้างสรรค์นโยบายที่ดี และธรรมรัฐ แต่เพื่อนนักการเมืองของผมตอบปฏิเสธทันทีว่า เป็นไปไม่ได้เพราะจะไม่มีทุนสนับสนุน นั้นคือ นักการเมืองต้องมีทุนเองหรือไม่ก็ต้องเข้าซบทุนการเมืองเท่านั้น

ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาไม่เข้าใจว่า “ความชอบธรรม” เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมที่ยิ่งใหญ่ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเกิดขบวนการเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี พวกขาประจำที่คอยวิพากษ์วิจารณ์เขา จนถึงไม่เข้าใจรัฐประหาร 2549 เขาคิดได้แต่เพียงว่าเป็นความขัดแย้งส่วนตัว ความอิจฉา และเมื่อคิดอะไรไม่ออกก็โทษ “มือที่มองไม่เห็น

“มวลชน” ในความคิดของทักษิณ เกิดขึ้นได้ด้วยการปลุกปั่นและสร้างขึ้นมาโดยนักปราศัยฝีปากกล้า และด้วยท่อน้ำเลี้ยง มีใครสักคนทำให้เกิดขึ้น จากโลกทัศน์ที่ผิดเพี้ยนเหล่านี้ ในที่สุดนำไปสู่การสร้างขบวนการเสื้อแดง ผ่านนักเคลื่อนไหวมวลชนรับจ้าง จนถึงสร้างกองกำลังคนชุดดำ ผ่านพวกฮาร์ดคอร์ที่รับจ็อบเพื่อค่าตอบแทน ม็อบเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อตอบโต้พลังต่อต้านต่างๆ

ด้วยความมืดบอดและความคิดเชิงกลไก ทักษิณเป็นคนที่ยกระดับประชาธิปไตยด้อยพัฒนาของไทยไปสู่ “ประชาธิปไตยสามานย์” นั่นคือ หลักการอันดีงามของประชาธิปไตยและธรรมรัฐ ถูกบิดเบือนและนำไปใช้อย่างฉ้อฉล (abuse) ผ่านการใช้เงินและอำนาจเข้าควบคุมนักการเมือง พรรคการเมือง ข้าราชการ องค์กรอิสระ หัวคะแนน อิทธิพลท้องถิ่น นักวิชาการ สื่อมวลชน และการใช้ประชานิยมมอมเมาประชาชน  รวมถึงการใช้แนวคิดเชิงการบริหารและการตลาดมาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการทางการเมือง

แล้วเขาก็ประเมินและวิเคราะห์ปัญหาของตนเองผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า และไม่มีวันเข้าใจปัญหาที่แท้จริง

แน่นอนที่สุด ความชอบธรรมคือสิ่งที่จะคงอยู่ต่อไปได้ในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว

จะไม่สู้ทน

ชั่วหนักชั่วหน่อยสู้ ก่อนกล้ำ กลืนยอม
อั้นอัดขื่นขัดซ้ำ ข่มนิ่ง
มึงเหยียบหยามกูย้ำ คราวนี้ เหลืออด
มึงชั่วนิดชั่วน้อย จะไม่ สู้ทน

จะปฏิรูปการเมืองไทย ต้องยกเลิก สส. เขต

เราพูดเรื่องปฏิรูปการเมืองไทย เรื่องการเมืองใหม่กันมากในช่วงนี้ แต่ก็ดูจะไม่มีใครที่มีข้อเสนอที่ชัดเจนนักว่าจะทำอย่างไร บางคนบอกว่าต้องยกเครื่องระบบโดยการแก้รัฐธรรมนูญ แต่หลายคนบอกว่าระบบดีอยู่แล้ว ที่ต้องทำคือหาคนดีๆ มาทดแทนนักการเมืองรุ่นเก่าที่เน่าเต็มทน ผมเองคิดว่าคงต้องทำทั้งสองอย่าง แต่เห็นว่ากุญแจสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการยกเลิก สส. เขต ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรธุรกิจการเมือง เปิดโอกาสให้คนดีๆ เข้าสู่การเมืองมากขึ้น

 ผมเคยเขียนในบทความ การเมืองใหม่..แนวทางเพื่อการหลุดพ้นจากวังวน ว่าเรามี “ปัญหาการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงหรือการ”ลงทุน”ด้วยวงเงินสูงและเป็นไป อย่างกว้างขวาง ซึ่งนำไปสู่การ”ถอนทุน”ด้วยการคอรัปชั่น” การลงทุนทางการเมืองที่หวังผลได้ ในวงเงินพอเหมาะและมีโอกาสคุ้มทุน ก็คือการสงทุน”ปั้น” สส. เขต ซึ่งรวมถึงการลงทุนสร้างเครื่อข่ายหัวคะแนน และการซื้อเสียงในวันเลือกตั้ง ยิ่งเขตเล็ก ก็ยิ่งมีโอกาสคุมสถานการณ์ได้ดีขื้น ลงทุนน้อยลง และหวังผลได้แน่นอนกว่า

อัน ที่จริง ปัญหาของระบบ สส. เขตของไทย ไม่ใช่จะมีเฉพาะความง่ายในการลงทุนเพื่อเข้ามาเป็น สส. ซึ่งเป็นพื้นฐานของอำนาจทางการเมืองระดับประเทศ ความที่ สส. เขตถูกออกแบบให้ต้องตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่ โดยไม่ต้องคำถึงถึงภาพรวม ก็จะนำไปสู่การสร้างโครงการต่างๆ ไป”ลง”ยังพื้นที่ ซึ่งเป็นการเพิ่มคะแนนนิยม และเป็นช่องทางในการหาประโยชน์จากโครงการเหล่านันโดย สส. เขตและเครื่อข่าย สส. เขตจึงเป็นเสมือนเซลเนื้อร้ายที่คอยกัดกร่อนระบบการเมืองไทยมาโดยตลอด

นอก จากนั้น การเลือก สส. เขต ยังเป็นระบบ “ผู้ชนะรับหมด” (winner takes all) ถ้าเขตใดมีส สส. ได้ 2 คน คะแนนเสียงที่เลือกคนที่ได้ที่ 3, 4, 5… ก็สูญเปล่าทั้งหมด เราจึงอาจจะพบภาวการณ์ที่พรรคการเมืองหนึ่งได้รับคะแนนเสียงรวมมากกว่า แต่ได้จะนวน สส. รวมน้อยกว่าอีกพรรคการเมืองหนึ่ง 

ระบบการเมืองของ เราในปัจจุบัน กำหนดให้มี สส. เขต 400 คน และ สส. สัดส่วน 80 คน จะเห็นได้ว่าให้ความสำคัญกับ สส. เขต มากกว่า สส. สัดส่วน มาก ถ้าสส. เขต “เป็นเสมือนเซลเนื้อร้ายที่คอยกัดกร่อนระบบการเมืองไทย” ตามที่ผมว่ามาข้างต้น ตรงนึัแหละ จึงเป็นปัญหาใหญ่ของระบบ และเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูประบบ

ถ้าเรายกเลิก สส. เขต และใช้ระบบ สส. สัดส่วนอย่างเดียว จะเกิดอะไรขึ้น

  • การ ลงทุนทางการเมืองด้วยการ “ปั้น” สส. จะทำได้ยากมาก ถ้าจะใช้วิธีเดิมๆ จะต้องลงทุนสูงมาก แต่ไม่อาจหวังผลได้อย่างชัดเจน ภาพรวมของการลงทุนทางการเมืองจะน้อยลงอย่างมาก
  • การต่อสู้ทางการเมืองจะเน้นการเสนอนโยบายที่ดี และการสรรหาบุคคลากรที่ความรู้ความสามารถบรรจุเข้าบัญชีรายชื่อของพรรค
  • พรรคการเมืองที่มีฐานเสียงมั่นคงระดับประเทศ จะได้เปรียบ ส่วนพรรคเฉพาะการณ์ พรรคที่มีเจ้าของ จะเสียเปรียบในการเลือกตั้ง
  • พรรค การเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองทางเลือก ซึ่งมีนโยบายหรือบุคคลากรที่แตกต่างจากพรรคการเมืองและนักการเมืองรุ่นเก่า มีโอกาสได้ สส. เข้าสภามากขึ้น เพราะทุกคะแนนเสียงที่เลือกถูกนำมาใช้คิดคำนวณจำนวน สส.
  • เมื่อ สส. ตายหรือพ้นจากตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องจัดเลือกตั้งใหม่ เพราะสามารถเลื่อนบุคคลในบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ ขึ้นมาทำหน้าที่แทนได้เลย

เมื่อไม่มีการลงทุนทางการเมือง และอิทธิพลท้องถิ่นต่างๆ ถูกลดบทบาทลง สมการทางการเมืองไทยจะเปลี่ยนไปอย่างมาก แน่นอน ภาวะการเมืองล้มเหลวของไทยคงจะไม่สามารถแก้ได้ด้วยยาวิเศษเพียงขนานเดียว การปฏิรูปการเมืองเป็นขบวนการต่อเนื่อง แต่ผมก็ยังมั่นใจว่า การปรับเปลี่ยนตามแนวทางนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่มีนัยสำคัญมาก และไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะว่าไทยจะไม่ใช่ประเทศแรกหรือประเทศเดียวที่ใช้ระบบ สส. ส่ัดส่วนเป็นหลักของระเบบการเมือง ในยุโรป และที่อื่นๆ ก็มีการนำมาใช้ก่อนหน้านี้นานแล้ว ผมเองก็ไม่ใช่คนเดียวที่คิดเรื่องนี้

จะ ปฏิรูปการเมืองกันทั้งที คงไม่ใช่ปรับแค่เขตใหญ่ให้เล็กลง ซึ่งสวนทางโดยตรงกับแนวทางของบทความนี้ เลิก สส. เขต เถอะครับ แล้วเมืองไทยจะได้ก้าวพ้นจากวังวนเสียที

ธรรมรัฐ

ผมตั้งใจที่จะเขียนเกี่ยวกับ “ธรรมรัฐ” (good governance) หรือที่อาจจะมีพูดถึงด้วยคำอื่นๆ เช่น ธรรมาภิบาล ธรรมาธิปไตย เป็นต้น เพราะผมเห็นว่า เรื่องนี้เป็นรากเง่าหนึ่งของปัญหาสังคมและการเมืองไทย ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา

ผมจำได้ว่า ผู้ที่เริ่มพูดเรื่องนี้อย่างเด่นชัดที่สุดในส่วนที่เกี่ยวกับการเมืองไทย คือ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว โดยท่านพูดว่ารัฐบาลของท่านจะเน้นเรื่อง “ความโปร่งใส” ยอมรับว่าในตอนนั้นผมเองก็แทบจะไม่เข้าใจว่าท่านพูดถึงอะไร เพราะอะไร จนกระทั่งผมได้มีโอกาสเป็นกรรมการในบริษัทมหาชนที่จดทะบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการอบรมในเรื่องนี้ และมีประสบการณ์ตรง จึงได้เข้าใจมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป สังคม เศรษฐกิจ การเมืองของเรากำลังก้าวเข้าไปสู่ระบบที่มีธรรมาภิบาลมากขึ้นๆ

หลักการธรรมาภิบาลที่สำคัญ ประกอบด้วย หลักการความโปร่งใส (Transparency) การกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในผลที่เกิดขึ้น (Accountability) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลไม่น่อมแน้ม (Efficiency & Effectiveness) ความรับผิดชอบต่อผู้อื่นหรือบุคคลที่สาม (Responsibility) ความยุติธรรม (Fairness) และจริยธรรม (Ethics) ผมจะไม่ลงรายละเอียดในแต่ละเรื่องเหล่านี้ ท่านที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งอื่นๆ

หลักธรรมาภิบาลได้ ถูกนำมาใช้ในวงการธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในบริษัทมหาชน ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “บรรษัทภิบาล” (corporate governance) ซึ่งก็เพิ่มความเข้มข้นขึ้นตลอดระยะเวลาหลายๆ ปีที่ผ่านมา เพราะเป็นระบบที่ข่วยขจัดความขัดแย้งในผลประโยชน์ และช่วยประกันความเจริญร่งเรืองในระยะยาว

ในวงการบริหารกิจการของรัฐ หรือวงกการเมืองไทย ต้องถือว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่นำเอาหลักการนี้เข้ามาใช้อย่างกว้างขวางและเป็น ระบบ ที่สำคัญคืกการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ การมีส่วนร่วมโดยตรง ของประชาชน และหลักการอื่นๆ ที่มุ่งขจัดนักการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองชั่ว ซึ่งเป็นอุปสรรคของการพัฒนา ประชาธิปไดยไทย ถึือได้ว่า 2540 เป็น ธรรมศักราชที่ 1

ตรงนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความขัดแยังหลายๆ อย่างในวงการเมืองไทย

เพื่อน ผมคนหนึ่งซึ่งถูกจัดว่าเป็นนักการเมืองน้ำดี ฝีปากเฉียบกล้าในสภาฯ ให้ความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 40 นี้ในตอนที่มีการประกาศใช้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญ “ที่เต็มไปด้วยอคติต่อนักการเมือง” ความเห็นนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจถึงสาระและความสำคัญของ ธรรมรัฐ ถ้านักการเมืองน้ำดีเพื่อนผมยังคิดอย่างนี้ แล้วนักการเมืองน้ำไม่ค่อยดีอื่นๆ จะรู้สึกอย่างไร

ความรู้สึกเช่น นี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่ และกรรมการบริษัทก็เคยรู้สึกทำนองเดียวกันเมื่่อ กลต บังคับให้บริษัทมหาชนทั้งหลายต้องใช้หลักบรรษัทภิบาล

ส่ิ่งที่ตามมา ก็คือ ความสับสนวุ่นวายต่างๆ ตั้งแต่คดีซุกหุ้น (รอบแรก) จนถึงการปฏิเสธการชี้แจงและถูกตรวจสอบโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญของนักการ เมืองใหญ่ การออกมาเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพือประชาธิปไตย และที่สุดการัฐประหาร 2549

รัฐธรรมนูญ 2550 ที่เกิดขึ้นต่อมานั้น อันที่จริงไม่ได้แตกต่างในหลักการสำคัญเรื่องธรรมรัฐ จากรัฐธรรมนูญ 40 แต่อาจจะเข้มข้นขึ้นในบางส่วน

การยุบพรรคการเมืองจำนวนหนึ่ง ที่ตามมา คนจำนวนหนึ่งเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้ง หรือ สองมาตรฐาน ผมได้เคยแสดงความเห็นในคดียุบพรรคไว้แล้วในบทความก่อนหน้านี้ของผม

คดี ที่ดินรัชดา เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงถึงความไม่เข้าใจในเรื่องธรรมรัฐของคนจำนวน มาก ซึ่งแสดงออกจากคำพูดที่ว่า “คนซื้อไม่ผิด คนขายไม่ผิด แต่คนเซ็นยินยอมกลับผิด” เรื่องนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้กล่าวหาผู้ซ้ือหรือผู้ขาย แต่ฟ้องว่าอดีตนายกทักษิณ ทำในสิ่งที่กฏหมายห้ามเอาไว้ เพราะฉะนั้น ศาลจึงไม่วินิจฉัยว่า มีการทุจริตหรือไม่ในการซื้อขายนี้ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการทุจริต คนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีคนหนึ่งคือ เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อออกมาพูดว่า “นายกทักษิณไม่ได้ทำผิดกฏหมาย แต่ทำสิ่งที่กฏหมายห้าม” แล้วทำไมกฏหมายถึงห้ามไม่ให้นายกทักษิณหรือภรรยามาซื้อที่ดินซึงเป็นทรัพย์สินของรัฐบาล คำตอบคือ เพราะมันมีโอกาสเกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์ (potential conflict of interest) ซึ่งกฏหมายต้องการกันไม่ไห้เกิดขี้น และกำหนดโทษจำคุกไว้ ซึ่งอาจจะหนักไปหน่อย แต่นี่แหละคือสาระสำคัญอย่างหนี่งของธรรมรัฐ

คดีทำกับข้าวออกทีวีของอดีตนายกสมัคร สุนทรเวช ก็ทำนองเดี่ยวกัน มันมีโอกาสเกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์

เพื่อน นักการเมืองน้ำดีของผม ตอนนี้เข้าร่วมขบวนการเสื้อแดงอย่างเต็มตัว และเรียกร้องให้กลับไปใช้รัฐธรรมนุญ 40 “ที่เต็มไปด้วยอคติต่อนักการเมือง” ชักจะยังไงๆ อยู่นะ

รัฐธรรมนูญ 40 หรือ 50 ไม่ใช่รัฐธรรมนุญที่สมบูรณ์เพรียบพร้อม มีส่วนที่แรงไปบ้าง เบาไปบ้าง ไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติบ้าง แต่โดยรวมต้องถึอว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องการส่งเสริม ธรรมรัฐ ปัญหาที่แท้จริงก็คือ เรายังไม่ได้ให้โอกาสรัฐธรรมนูญสองฉบับนี้ได้ทำงานตามที่ออกแบบไว้ได้อย่าง เพียงพอและนานพอที่ผู้คนในสังคมจะได้เข้าใจ และได้รับประโยชน์อย่่างเต็มที่

จำนำข้าวหรือประกันราคาข้าว.. โจทย์มีแค่นี้หรือ

การพยายามระบายข้าวที่รับจำนำมาจากชาวนาที่อยู่ในสต็อกของรัฐบาล ซึ่งถูกคณะรัฐมนตรีตั้งข้อสงสัยถึงความเหมาะสมในวิธีการ รวมถึงความระแวงแคลงใจว่าอาจจะมีความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินการประมูลขาย ข้าวครั้งนี้ด้วยนั้น กำลังนำไปสู่การรื้อระบบการพยายามช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้ดีขึ้น และก็ดูเหมือนรัฐบาลได้มีข้อสรุปแล้วว่า ควรจะเปลี่ยนมาเป็นระบบประกันราคาข้าวแทน ด้วยเหตุผลในเรื่องความง่ายในการบริหารจัดการ รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง ถ้าโจทย์มีเพียงแค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการแทรกแซงตลาดข้าว ผมก็พอจะเห็นด้วยได้ว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่..โจทย์ในเรื่องนี้มีแค่นี้หรือ

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมมองว่าการเข้าไปแทรกแซงตลาดข้าวมีนัยยะ (implications) มากกว่าการพยายามเข้าไปช่วยชาวนาซึ่งถือว่าเป็น”คนส่วนใหญ่” และ “มีรายได้ต่ำ” ผมจะไม่พยายามตอบคำถามของตัวเองในตอนนี้ว่า ชาวนาเป็น “คนส่วนใหญ่” และ “เดือดร้อน” ในเชิงเปรียบเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ จริงหรือไม่ แต่ต้องการแสดงความเห็นว่า การเข้าไปช่วยชาวนาเช่นนี้ อันที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือชาวนาจริงๆ ในระยะยาว เพราะการการกระทำเช่นนี้เป็นการใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศจำนวนมหาศาลเข้า ไปอุ้มชูกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีผลตอบแทนต่ำ เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดที่จะปรับเปลี่ยนทรัพยากรบุคคล ที่ดิน มันสมอง และอื่นๆ ไปสู่กิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนในทางเศรษฐกิจสูงขึ้น หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นการผูกชาวนาไว้กับท้องไร่ท้องนาต่อไป

ที่ แย่ไปกว่านั้นก็คือ การกระทำเช่นนี้ เป็นการอุดหนุน (subsidize) ทางอ้อม ต่อผู้บริโภคในต่างประเทศให้ได้บริโภคข้าวในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน ด้วยเงินภาษีของคนไทย ผ่านการบิดเบือนอุปทาน

ผมเห็นว่า ถ้ารัฐบาลต้องการเอาใจชาวนาเป็นการเฉพาะ นโยบายที่รัฐควรจะมุ่งเน้นมากกว่า น่าจะเป็นการพยายามให้มีการลดพื้นที่การปลูกข้าวลง ซึ่งอาจจะมีการให้เงินอุดหนุน รวมถึงการส่งเสริมอาชีพหรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ นโยบายเช่นนี้ จะทำให้เหลือชาวนาหรือพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีต้นทุนต่ำกว่า และที่สำคัญ ราคาข้าวก็น่าจะสูงขึ้นเนื่องจากอุปทานลดลง แต่ถ้าไม่จำเป็นต้องเอาใจชาวนาเพียงกลุ่มเดียว รัฐบาลก็เพียงแต่หยุดการแทรกแซงตลาดข้าว เอาเงินภาษีที่เคยใช้เพื่อการนี้ไปใช้ในเรื่องการปรับปรุงสวัสดิการต่างๆ ต่อผู้มีรายได้น้อยโดยทั่วไป ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานจัดสรรทรัพยากรว่าควรจะใช้ทำนา ปลูกข้าวหรือทำอย่างอื่น รัฐบาลเองก็ไม่มีหน้าที่หรือความสามารถที่จะตัดสินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจใด มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ หรือมีอนาคต

ผมเข้าใจครับว่า ชาวนาเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง การส่งออกข้าวไปเลี้ยงคนอื่นๆ ในโลก เป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจของคนไทย แต่ก็ไม่เชื่อว่าการแทรกแซงตลาดข้าว ไม่ว่าจะเป็นการจำนำข้าวหรือการประกันราคา เป็นทางเลือกทางนโยบายเพียง 2 ทาง ที่มีอยู่

การเมืองใหม่..แนวทางเพื่อการหลุดพ้นจากวังวน

การเมืองใหม่ เป็นแนวความคิดเรื่องระบบการเมืองใหม่สำหรับประเทศไทย ที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ของระบบการเมืองในปัจจุบัน กล่าวคือ

  • ปัญหาการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงหรือการ”ลงทุน”ด้วยวงเงินสูงและเป็นไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งนำไปสู่การ”ถอนทุน”ด้วยการคอรัปชั่น
  • ปัญหาการถ่วงดุลย์อำนาจอย่างเหมาะสมระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ
  • ปัญหาองค์กรอิสระและระบบราชการที่ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง
  • ปัญหาการบังคับใช้กฏหมายที่หย่อนยานและเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจหรือเงิน
การแบ่งแยกอำนาจและองค์กรแห่งอำนาจ

ระบบ การแบ่งแยกอำนาจภายใต้ระบบการเมืองใหม่ แบ่งอำนาจออกเป็น 4 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจกำกับตรวจสอบ โดยมีองค์กรแห่งอำนาจ คือ

สภานิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้ง เป็นองค์กรผู้ทรงอำนาจนิติบัญญัติ มีหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติกฏหมายที่ใช้ปกครองประเทศ ไม่มีอำนาจในการแต่งตั้ง ตรวจสอบ กำกับฝ่ายบริหาร แต่มีอำนาจในการตรวจสอบฝ่ายกำกับตรวจสอบ สมาชิกสภานิติบัญญัติอาจจะสังกัดหรือไม่สังกัดพรรคการเมืองก็ได้ และไม่มีฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

คณะรัฐมนตรี มาจากการแต่งตั้งโดยวุฒิสภา เป็นองค์กรผู้ทรงอำนาจบริหาร เสนอกฏหมายได้ แต่ไม่มีอำนาจยุบสภา คณะรัฐมนตรี มีหน้าที่ในการนำเสนอนโยบายและแนวทางในการบริหารประเทศเพื่อขอความเห็นจาก รัฐสภา (ที่ประชุมร่วมวุฒิสภาและสภานิติบัญญัติ) และสรุปผลการดำเนินงานทุกรอบ 6 เดือนเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรับฝังความเห็น

ศาลสถิตยุติธรรม มาจากการแต่งตั้ง เป็นองค์การผู้ทรงอำนาจตุลาการ

วุฒิสภา มา จากการแต่งตั้งและเลือกตั้ง เป็นองค์กรผู้ทรงอำนาจ แต่งตั้ง กำกับ ตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระอื่นๆ สามารถถอดถอนรัฐมนตรีได้ เสนอกฏหมายได้

การ แยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหารค่อนข้างเด็ดขาด จะคล้ายคลึงกับระบบของสหรัฐอเมริกา สภานิติบัญญัติจะสามารถพิจารณาและอนุมัติกฏหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น เพราะไม่ต้องพะวงกับการต่อรองแลกผลประโยชน์กับฝ่ายบริหาร

นายก รัฐมนตรีจะได้รับการสรรหาจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ภาวะผู้นำ และคุณธรรม โดยวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบจากวุฒิสภา คณะรัฐมนตรีซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรี จะถูกประเมินผลงานตามระยะเวลาที่กำหนด และอาจถูกถอดถอนได้โดยวุฒิสภา โดยการเสนอของวุฒิสมาชิก หรือการเข้าขึ่อของประชาชน ตามจำนวนที่กำหนด สถานะของนายกรัฐมนครีและคณะรัฐมนตรีจะเปลี่ยนจาก “ผู้ปกครอง” มาเป็น “ผู้บริหาร” ซึ่งดำเนินงานตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา

พระวิหาร

ในที่สุดปราสาทพระวิหารก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยการเสนอ ฝ่ายเดียวของเขมร ปฏิกิริยาจากประชาชนไทยส่วนใหญ่แสดงถึงความผิดหวัง โกรธแค้น แม้ว่าบางส่วนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไร ทัศนะของทางการไทยในเรื่องนี้บอกว่า เรื่องมรดกโลกไม่เกี่ยวกับดินแดน แม้ว่าเขมรจะประสบความสำเร็จในการได้รับการยอมรับตามข้อเสนอขึ้นบัญชีปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลก ไทยก็ยังสามารถเสนอให้โบราณสถานโดยรอบรวมถึงปราสาทหินขอมอื่นๆ ในดินแดนไทยให้เป็นมรดกโลกได้ เรากำลังสู้กับเขมรว่าใครจะจดทะเบียนมรดกโลกได้ก่อนกระนั้นหรือ ประเดินของเรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหนกันแน่

ต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องปราสาทพระวิหาร น้อยมาก รวมถึงตัวผมเองด้วย เมื่อตอนที่เรื่องนี้เริ่มเป็นข่าวในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ ผมเองก็ยังงงๆ ว่าทำไมทหารจึงต้องแสดงความห่วงใยในเรื่องที่เขมรจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระ วิหารเป็นมรดกโลก ความเข้าใจตอนนั้นก็คือ ของๆ เขา เรื่องของเขา การที่ปราสาทพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะกระทบกระเทือนความมั่นคง ของไทยอย่างไร

แต่เมื่อมีการเปิดเผยรายละเอียดของคำ ตัดสินโดยศาลโลกรวมถึงเหตุการณ์แวดล้อมอื่นๆ ในคดีพิพาทเขาพระวิหาร เมื่อปี 2005 คนไทยรุ่นใหม่รวมทั้งผมจึงเพิ่งจะเข้าใจหรือได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ละเอียด อ่อนในเรื่องนี้เป็นครั้งแรก

ประเด็นก็คือว่า ศาลโลกตัดสินยก”ปราสาทพระวิหาร”ให้ตกเป็นของเขมร แต่ไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดนตามที่เขมรร้องขอต่อศาล ไทยไม่เคยยอมรับว่าดินแดนอันเป็นที่ตั้งของพระวิหารเป็นของเขมร แม้ว่าจะยินยอมถอนกำลังทหารออกจากปราสาทแห่งนี้ และปล่อยให้เขมรเข้าครอบครองต่อมา ตลอดเวลากว่า 4 ทศวรรษ คนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจแบบคร่าวๆ ว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร ไม่เคยรับทราบว่า ท่าทีอย่างเป็นทางการของไทยคือ เรายินยอมให้เขมรเข้าครอบครอง แต่ไม่ได้ยกดินแดนอันเป็นที่ตั้งให้

ที่ เหลือเชื่อก็คือ กระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งควรจะรู้เรื่องนี้ดี ไม่เคยพูดถึงท่าทีทางการที่ยึดถือมาโดยตลอดนี้ให้ประชาชนได้ทราบ เราเพิ่งจะได้รับรู้เรื่องนี้จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฏรเมื่อเร็วๆ นี้เอง อันที่จริง จนถึง ณ ปัจจุบัน ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าท่าทีที่เป็นทางการของไทยในเรื่องนี้คืออะไรกันแน่ เรายกปราสาทและที่ดินให้เขมรแล้ว หรือยกให้เฉพาะปราสาท แล้วที่ดินโดยรอบล่ะยังคงเป็นของไทยหรือไม่ เจ้าหน้าที่ทางการที่ออกมาพูดก้ดูจะยังอ้ำๆ อี้งๆ ไม่กล้าฟันธงไปในทางใดทางหนึ่ง

แม้ว่ายูเนสโกจะไม่ใช่ องค์กรที่จะตัดสินข้อพิพาทดินแดนระหว่างประเทศ แต่การที่ทางการไทยลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับเขมรให้การสนับสนุนเขมรในการเสนอ ขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ย่อมมีความเสี่ยงในการที่เขมรจะนำไปอ้างว่า ไทยได้ยอมรับว่าบริเวณอันเป็นที่ตั้งของพระวิหารเป็นของเขมร โดยไม่มีข้อโต้แย้ง นับเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีที่ทางการไทยเคยยึดถือมาโดยตลอด ประเด็นจึงมีอยู่ว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการเช่นนั้นได้หรือไม่ ซึ่งก็มีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่า การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการทำสนธิสัญญาซึ่งจะมีผลผุกพันให้ไทยต้อง เสียดินแดนให้เขมร

ผมจำได้ว่า สมัยที่อยู่ที่ญึ่ปุ่น ก็มีข้อพิพาทดินแดนทางเหนือของญี่ปุ่นระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ไม่เคยถอยจากจุดยืนของตัวเอง แม้ว่าในทางปฏิบัติ รัสเซียจะยึดครองดินแดนดังกล่าว และญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะใช้กำลังเข้ายึดคืนมา แต่ในการเจรจาทางการระหว่างสองประเทศเกือบทุกครั้ง ญี่ปุ่นก็ยังแสดงท่าทีของตัวเองในเรื่องนี้ต่อรัสเซีย ซึ่งรัสเซียก็จะบอกว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของรัสเซีย ผมแน่ใจว่า ถ้ามีนักการเมืองญี่ปุ่นคนไดเกิดไปแสดงท่าทีแม้แต่น้อยนิดจะด้วยวิธีใดก็ตาม ที่จะไปบอกว่า ดินแดนทางเหนือเป็นของรัสเซีย เพราะรัสเซียก็ยึดครองดินแดนนี้มาตั้ง 60 ปีแล้ว นักการเมืองผู้นั้นคงถูกคนญี่ปุ่นรุมประชาฑัณต์ไปในเวลาไม่นาน

ข้อ พิพาทดินแดน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องทางการทหาร และการเมืองระห่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่มีกฏหมาย หรือกติการะหว่างประเทศไดๆ ที่จะเป็นที่ยอมรับได้โดยประเทศทั้งมวล แม้แต่ศาลโลกก็ไม่มีอำนาจบังคับ ถ้าจะบังคับจริงๆ ก็ต้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าการที่คณะมนตรีความมั่นคงจะดำเนินการใดๆ ก็เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ใช่ข้อกฏหมายหรือคำตัดสินของศาลโลก

ผมคิดว่า ไทยต้องมั่นคงในจุดยืนของตัวเอง และต้องดำเนินการทั้งทางการทหารและการทูตอย่างเหมาะสม

มือที่มองไม่เห็น

หนึ่งในปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ อาดัม สมิท เขียนถึง “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “โภคทรัพย์ของชาติ” (The Wealth of Nations) ในปี 1776 แม้เขาจะใช้คำนี้เพียง 3 ที่ในหนังสือของเขา คำๆนี้ก็ได้กลายมาเป็นคำอุปมาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา ทั้งในวงการเศรษฐศาสตร์และวงการอื่นๆ รวมถึงวงการเมืองไทยในช่วง 3 ปีมานี้

แต่อะไรล่ะคือ “มือที่มองไม่เห็น”

อาดัม สมิท อธิบายถึงระบบเศรษฐกิจเสรีที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกในสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง ผู้ผลิตเลือกที่จะผลิตสินค้าที่ตัวเองถนัดและคิดว่าขายได้ราคาดีมีกำไร ในปริมาณที่เห็นว่าเหมาะสม ผู้บริโภคเลือกซื้อหาสินค้าและบริการที่ตัวเองต้องการ ในราคาที่ยอมรับได้ และในปริมาณทีเหมาะสม ตามสถานะทางเศรษฐกิจของตัวเอง พูดง่ายๆ ก็คือทุกคนเป็น อิสระชน ที่มุ่งแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ฟังดูก็เหมือนกับว่าน่าจะเกิดความสับสนวุ่นวาย แต่อาดัม สมิท บอกว่า ภายใต้ระบบเช่นนี้ ทุกอย่างจะลงตัวของมันเอง สินค้าและบริการที่เป็นที่ต้องการได้รับการผลิตและจัดหา ราคาของทุกอย่างถูกกำหนดได้ตามอุปสงค์และอุปทาน เสมือนหนึ่งมี “มือที่มองไม่เห็น” มาบงการให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ และท้ายที่สุดทุกคนในสังคมมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้น

ในการเมืองไทย “มือที่มองไม่เห็น” ถูกใช้โดยผู้มีอำนาจหรือผู้สนับสนุนรัฐบาลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ในลักษณะกระทบกระเทียบว่ามี “ผู้ที่อำนาจบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ” เข้ามาก่อให้เกิดขบวนการต่อต้านต่างๆ จนถึงบงการให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อันที่จริงข้อกล่าวหานี้อาจจะมีส่วนถูกอยู่บ้าง ถ้าผู้กล่าวหาเหล่านี้ไม่มองเฉพาะเจาะจงไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่น การพยายามกระทบไปถึง ฯพณฯ รัฐบุรุษ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะเข้าใจแนวคิดของอาดัม สมิท เสียหน่อย ก็อาจจะตาสว่างขึ้นได้

อันที่จริง ในสังคมไทยของเรามีคนจำนวนมากที่มี จิตสำนึกทางการเมือง (political conscience) หรือสำนึกของความถูกผิด และได้แสดงออกในรูปแบบต่างๆ ตามสถานะและเงื่อนไขอื่นๆ ของแต่ละคน แต่เมือรวมกันแล้ว ก็ได้นำมาสู่การชุมนุมต่อต้าน การยุบพรรค การรัฐประหาร การยึดทรัพย์ รัฐธรรมนูญที่เข้มงวดกับนักการเมืองมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ไปในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นขบวนการเหมือนมี “มือที่มองไม่เห็น” ชี้นิ้วบงการให้เป็นไป ทำนองเดียวกับการทำงานของระบบเศรษฐกิจเสรีในโลกของอาดัม สมิท

ไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอกครับว่า “มือที่มองไม่เห็น” เป็นมือของใคร เพราะมันไม่ใช่มือของใตรคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลรวมของ สำนึกของความถูกผิด ของวิญญูชนชาวไทย ต่างหาก