จำนำข้าวหรือประกันราคาข้าว.. โจทย์มีแค่นี้หรือ

การพยายามระบายข้าวที่รับจำนำมาจากชาวนาที่อยู่ในสต็อกของรัฐบาล ซึ่งถูกคณะรัฐมนตรีตั้งข้อสงสัยถึงความเหมาะสมในวิธีการ รวมถึงความระแวงแคลงใจว่าอาจจะมีความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินการประมูลขาย ข้าวครั้งนี้ด้วยนั้น กำลังนำไปสู่การรื้อระบบการพยายามช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้ดีขึ้น และก็ดูเหมือนรัฐบาลได้มีข้อสรุปแล้วว่า ควรจะเปลี่ยนมาเป็นระบบประกันราคาข้าวแทน ด้วยเหตุผลในเรื่องความง่ายในการบริหารจัดการ รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง ถ้าโจทย์มีเพียงแค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการแทรกแซงตลาดข้าว ผมก็พอจะเห็นด้วยได้ว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่..โจทย์ในเรื่องนี้มีแค่นี้หรือ

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมมองว่าการเข้าไปแทรกแซงตลาดข้าวมีนัยยะ (implications) มากกว่าการพยายามเข้าไปช่วยชาวนาซึ่งถือว่าเป็น”คนส่วนใหญ่” และ “มีรายได้ต่ำ” ผมจะไม่พยายามตอบคำถามของตัวเองในตอนนี้ว่า ชาวนาเป็น “คนส่วนใหญ่” และ “เดือดร้อน” ในเชิงเปรียบเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ จริงหรือไม่ แต่ต้องการแสดงความเห็นว่า การเข้าไปช่วยชาวนาเช่นนี้ อันที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือชาวนาจริงๆ ในระยะยาว เพราะการการกระทำเช่นนี้เป็นการใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศจำนวนมหาศาลเข้า ไปอุ้มชูกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีผลตอบแทนต่ำ เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดที่จะปรับเปลี่ยนทรัพยากรบุคคล ที่ดิน มันสมอง และอื่นๆ ไปสู่กิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนในทางเศรษฐกิจสูงขึ้น หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นการผูกชาวนาไว้กับท้องไร่ท้องนาต่อไป

ที่ แย่ไปกว่านั้นก็คือ การกระทำเช่นนี้ เป็นการอุดหนุน (subsidize) ทางอ้อม ต่อผู้บริโภคในต่างประเทศให้ได้บริโภคข้าวในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน ด้วยเงินภาษีของคนไทย ผ่านการบิดเบือนอุปทาน

ผมเห็นว่า ถ้ารัฐบาลต้องการเอาใจชาวนาเป็นการเฉพาะ นโยบายที่รัฐควรจะมุ่งเน้นมากกว่า น่าจะเป็นการพยายามให้มีการลดพื้นที่การปลูกข้าวลง ซึ่งอาจจะมีการให้เงินอุดหนุน รวมถึงการส่งเสริมอาชีพหรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ นโยบายเช่นนี้ จะทำให้เหลือชาวนาหรือพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีต้นทุนต่ำกว่า และที่สำคัญ ราคาข้าวก็น่าจะสูงขึ้นเนื่องจากอุปทานลดลง แต่ถ้าไม่จำเป็นต้องเอาใจชาวนาเพียงกลุ่มเดียว รัฐบาลก็เพียงแต่หยุดการแทรกแซงตลาดข้าว เอาเงินภาษีที่เคยใช้เพื่อการนี้ไปใช้ในเรื่องการปรับปรุงสวัสดิการต่างๆ ต่อผู้มีรายได้น้อยโดยทั่วไป ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานจัดสรรทรัพยากรว่าควรจะใช้ทำนา ปลูกข้าวหรือทำอย่างอื่น รัฐบาลเองก็ไม่มีหน้าที่หรือความสามารถที่จะตัดสินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจใด มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ หรือมีอนาคต

ผมเข้าใจครับว่า ชาวนาเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง การส่งออกข้าวไปเลี้ยงคนอื่นๆ ในโลก เป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจของคนไทย แต่ก็ไม่เชื่อว่าการแทรกแซงตลาดข้าว ไม่ว่าจะเป็นการจำนำข้าวหรือการประกันราคา เป็นทางเลือกทางนโยบายเพียง 2 ทาง ที่มีอยู่

มือที่มองไม่เห็น

หนึ่งในปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ อาดัม สมิท เขียนถึง “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “โภคทรัพย์ของชาติ” (The Wealth of Nations) ในปี 1776 แม้เขาจะใช้คำนี้เพียง 3 ที่ในหนังสือของเขา คำๆนี้ก็ได้กลายมาเป็นคำอุปมาที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา ทั้งในวงการเศรษฐศาสตร์และวงการอื่นๆ รวมถึงวงการเมืองไทยในช่วง 3 ปีมานี้

แต่อะไรล่ะคือ “มือที่มองไม่เห็น”

อาดัม สมิท อธิบายถึงระบบเศรษฐกิจเสรีที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกในสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง ผู้ผลิตเลือกที่จะผลิตสินค้าที่ตัวเองถนัดและคิดว่าขายได้ราคาดีมีกำไร ในปริมาณที่เห็นว่าเหมาะสม ผู้บริโภคเลือกซื้อหาสินค้าและบริการที่ตัวเองต้องการ ในราคาที่ยอมรับได้ และในปริมาณทีเหมาะสม ตามสถานะทางเศรษฐกิจของตัวเอง พูดง่ายๆ ก็คือทุกคนเป็น อิสระชน ที่มุ่งแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ฟังดูก็เหมือนกับว่าน่าจะเกิดความสับสนวุ่นวาย แต่อาดัม สมิท บอกว่า ภายใต้ระบบเช่นนี้ ทุกอย่างจะลงตัวของมันเอง สินค้าและบริการที่เป็นที่ต้องการได้รับการผลิตและจัดหา ราคาของทุกอย่างถูกกำหนดได้ตามอุปสงค์และอุปทาน เสมือนหนึ่งมี “มือที่มองไม่เห็น” มาบงการให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ และท้ายที่สุดทุกคนในสังคมมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้น

ในการเมืองไทย “มือที่มองไม่เห็น” ถูกใช้โดยผู้มีอำนาจหรือผู้สนับสนุนรัฐบาลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ในลักษณะกระทบกระเทียบว่ามี “ผู้ที่อำนาจบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ” เข้ามาก่อให้เกิดขบวนการต่อต้านต่างๆ จนถึงบงการให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อันที่จริงข้อกล่าวหานี้อาจจะมีส่วนถูกอยู่บ้าง ถ้าผู้กล่าวหาเหล่านี้ไม่มองเฉพาะเจาะจงไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่น การพยายามกระทบไปถึง ฯพณฯ รัฐบุรุษ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะเข้าใจแนวคิดของอาดัม สมิท เสียหน่อย ก็อาจจะตาสว่างขึ้นได้

อันที่จริง ในสังคมไทยของเรามีคนจำนวนมากที่มี จิตสำนึกทางการเมือง (political conscience) หรือสำนึกของความถูกผิด และได้แสดงออกในรูปแบบต่างๆ ตามสถานะและเงื่อนไขอื่นๆ ของแต่ละคน แต่เมือรวมกันแล้ว ก็ได้นำมาสู่การชุมนุมต่อต้าน การยุบพรรค การรัฐประหาร การยึดทรัพย์ รัฐธรรมนูญที่เข้มงวดกับนักการเมืองมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ไปในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นขบวนการเหมือนมี “มือที่มองไม่เห็น” ชี้นิ้วบงการให้เป็นไป ทำนองเดียวกับการทำงานของระบบเศรษฐกิจเสรีในโลกของอาดัม สมิท

ไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอกครับว่า “มือที่มองไม่เห็น” เป็นมือของใคร เพราะมันไม่ใช่มือของใตรคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลรวมของ สำนึกของความถูกผิด ของวิญญูชนชาวไทย ต่างหาก