วิกฤติการณ์ แฝลชมอบ คืออีกโอกาสในการปฏิรูปการเมืองไทย

แฝลชมอบที่เกิดขึ้นละกำลังกลายเป็นวิกฤติระดับชาติในปัจจุบัน แม้จะดูเหมือนว่าเกิดจากความไม่พอใจในการที่ทหารมีบทบาทสูงในการเมืองไทย และการที่เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย แต่ผมคิดว่า นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่แสดงถึงความล้มเหลวในการสร้างระบบการเมืองที่มีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานมาตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พศ. 2475 และนี่จะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราอาจจะสามารถฝ่าทางตันและปฏิรูปการเมืองไทยอย่างแท้จริงได้ ถ้าคนไทยเลือกทางที่ถูก

ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สังคมไทยมีพื้นฐานความเข้าใจและประสบการณ์ในอุดมการประชาธิปไตยและลัทธิเสรีนิยมน้อยมาก คนไทยเข้าใจ ยอมรับ และอยู่มากับระบบอุปถัมภ์ ที่ทุกคนมีและรับใช้เจ้านายและได้รับผลประโยชน์และการปกป้องเป็นการตอบแทน เป็นทอดๆ การพยายามสร้างระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบตะวันตกจากพื้นฐานเช่นนี้เป็นเรื่องยาก เพราะระบอบประชาธิปไตยเองก็มีช่องว่างและจุดอ่อนมากมาย ประชาธิปไตยไทยจึงประสบกับการหยุดชะงักเป็นช่วงๆ หลายต่อหลายครั้งจากการรัฐประหาร ซึ่งช่วงแรกๆ เกิดจากการขัดแย้งในอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ แต่หลังๆ เกิดจากปัญหาที่มาจากกลุ่มทุนการเมืองที่เห็นช่องทางในการลงทุนและถอนทุนทางการเมือง ที่นำไปสู่การคอรัปชั่นในทุกระดับ เพื่อนนักการเมืองคนหนึ่งของผมพูดว่า “จะทำการเมืองได้อย่างไรถ้าไม่มีนายทุน” หลังปี 2540 ภาวการณ์นี้พัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง เมื่อมีการใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งก็คือการเอาเงินภาษีของประชาชนมาซื้อเสียง นำไปสู่สิ่งที่ผมเรียกว่า “ประชาธิปไตยสามานย์” ซึ่งหนักหน่วง โจ๋งครึ่มและบ้าคลั่งที่สุดหลังปี 2550

สำหรับผม การรัฐประหาร 2557 เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะประเทศไทยตกลงสู่ห้วงเหวลึกของความขัดแย้งและความชะงักงันจากการออกมาชุมนุมเดินขบวนต่อต้านของประชาชนที่ทนไม่ใด้กับการใช้อำนาจบาทใหญ่ปกป้องพวกพ้องและการคอรัปชั่นที่บ้าบิ่นในจำนวนมหีมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าไม่มีทหารเข้ามา รีเซ็ต ระบบในครั้งนั้น ใครจะรับประกันได้ว่าเราจะไม่หล่นลงไปสู่ภาวะ “รัฐที่ล้มเหลว” เช่นเวเนซูเอล่าในปัจจุบัน

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช เข้าใจดีในระดับหนึ่งถึงภาระกิจที่ต้องดำเนินการ เห็นประสบการณ์ของการ “เสียของ” ของคณะรัฐประหาร 2549 สิ่งที่ คสช พยายามทำก็คือใช้เวลาให้นานขึ้นในการปฏิรูปและจัดระเบียบประเทศ โดยหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่างๆ ได้ดีขึ้นเมื่อมีการกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อเวลาผ่านไปการปฏฺิรูปที่แท้จริงเกิดขึ้นน้อยมาก และเห็นได้ชัดว่าต้องใช้เวลาอีกมาก แต่จากแรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ต้องเลือกที่จะกลับคืนสู่ระบบประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีโอกาสสูงที่การเมืองไทยจะกลับไปสู่วังวนประชาธิปไตยสามานย์ค่อนข้างสูง ดังจะเห็นได้จากคำถาม 6 ข้อ และ 10 ข้อของนายกประยุทธ์ ที่ถามประชาชนในปี 2560 สิ่งที่ คสช ทำได้และได้เลือกเป็นยุทธวิธีในการตอบโจทย์นี้ก็คือ การตั้งพรรคการเมืองพลังประชารัฐ เข้ามาเล่นในเกมที่ตนเองไม่ถนัด การใช้กลยุทธสืบทอดอำนาจ และหวังว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปราบโกง จะค่อยๆ แสดงอิทธิฤทธินำไทยไปสู่การเมืองใหม่ได้ในที่สุด

ข้อเรียกร้องของ แฝลชมอบ ที่ให้ปฏิรูปสถาบันกษัตรย์ เช่น ไม่ให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย ไม่ให้มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะ ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในระบบการเมืองไทย และก็ไม่ใช่สิ่งที่ราชอาณาจักรอื่นๆ ถือปฏิบัติ จะมีก็แต่เป็นการตอบสนองความสะใจและ อีโก้ ของผู้ชุมนุมบางส่วนและผู้อยู่เบื้องหลังแฝลชมอบเท่านั้น การจัดสรรว่าส่วนไหนควรเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์หรือส่วนพระองค์ เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ ไม่มีถูกหรือผิด และไม่มีผลต่อปากท้องประชาชนและเศรษฐกิจของชาติอย่างมีนัยยะ แต่ถ้าจะไปถึงขั้นให้ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ผมก็ไม่เชื่อว่าประชามติของคนไทยส่วนใหญ่จะเอาด้วย

การให้ สว มาจากการเลือกตั้งและไม่ให้มีสิทธิในการเลือกนายกฯ ผมก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาตของประชาธิปไตยสามานย์ได้ อาจจะแย่กว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ที่มีนายกคนนอกที่คอยคานอำนาจนายทุนการเมืองและนักการเมืองสามานย์ทั้งหลาย

สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นทางออกที่จะมีประสิทธิภาพและได้ผลเร็ว คือ ต้องเปลี่ยนให้นายกฯ มาจากการเลือกต้้งโดยตรง ซึ่งจะทำให้นายกฯ มีความยอมรับที่ชัดเจนจากปวงชน มีมือที่เป็นอิสระในการทำงาน ไม่ใช่มือที่ถูกมัดไว้เนื่องจากต้องจัดสรรผลประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดๆ ให้สส ยังคงเป็นผู้อนุมัติงบประมาณ และมีอำนาจถอดถอนนายกฯ ได้ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน เช่น การประพฤติชั่วหรือบริหารผิดพลาดอย่างร้ายแรง นี่จะเป็นการแบ่งแยกอำนาจบริหารและนิติบัญญัติได้อย่างแท้จริง และจะตัดวงจรลงทุนถอนทุนทางการเมืองได้

ผมเห็นว่า วิกฤติแฝลชมอบ เป็นโอกาสอีกครั้งที่จะปฏิรูปการเมืองไทยไปสู่่ “การเมืองใหม่” อย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้วิกฤติครั้งนี้ “เสียของ”

ประชาธิปไตยสามานย์

การเมืองไทยในช่วงกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ในภาพรวมแล้วต้องถือว่าติดอยู่ในวัฏจักรชั่วร้ายแห่ง “ประชาธิปไตยสามานย์” ทำไมผมจึงพูดเช่นนี้

เหตุการณ์ที่มีความสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทย ผมจะสรุปสั้นๆดังนี้

  1. เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นจุดเปลี่ยนจากเผด็จการทหารมาสู่รัฐบาลพลเรือน
  2. ช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารมาเป็นรัฐบาลพลเรือน (2516-2540) เรามีนายกรัฐมนตรีพลเรือนสลับกับอดีตข้าราชการ และอดีตทหาร เริ่มจาก นายสัญญา ธรรมศักดิ์ มรว. เสนีย์ ปราโมทย์ มรว. คึกฤทธิ ปราโมทย์ นายธานินทร์ กรับวิเชียร พลเอกเกรียงศักด์ ชมะนันท์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พลเอกชาติชาย ชุุณหะวัณ นายอานันท์ ปันยารชุุน พลเอกสุจินดา คราประยูร นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นช่วงที่นักการเมืองค่อยๆ สถาปนาอำนาจทางการเมืองเหนือทหาร และทหารค่อยๆ ปรับตัวยอมรับการปกครองโดยพลเรือน (civilian rule)
  3. รัฐธรรมนูญ 2540 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของการเริ่มสร้างระบบธรรมาภิบาลในการเมืองไทย (ดูเรื่อง “ธรรมรัฐ“) มีนายกรัฐมนตรีคือ นายชวน หลีกภัย พันตำรวจเอก ทักษิณ ชินวัตร พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายสมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

พร้อมๆ กับการที่นักการเมืองได้คืบเข้ามาเป็นผู้กุมอำนาจทางการเมืองแทนทหารได้อย่างจริงจัง นักการเมืองส่วนหนึ่งก็เริ่มเห็นช่องทางในการลงทุนทางการเมืองและกอบโกยผลประโยชน์จากอำนาจเพื่อคืนทุนและสร้างกำไร เริ่มตั้งแต่การซื้อเสียงโดยจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง การซื้อหัวคะแนน รวมไปถึงการซื้อตัวผู้สมัคร การเมืองเป็นเรื่องต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล และต้องถอนทุนด้วยการคอรัปชั่นและแบ่งปันผลประโยชน์กันระหว่างนักการเมืองด้วยกัน รวมถึงข้าราชการ

รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ และพยายามที่จะยกระดับประชาธิปไตยไทยให้ไประดับที่สูงขึ้น ระบบที่สำคัญคือการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบถ่วงดุล การมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน และหลักการอื่นๆ ที่มุ่งขจัดนักการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองชั่ว ซึ่งเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไดยไทย

ประชาธิปไตยไทยน่าจะค่อยๆ พัฒนายกระดับขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีนักการเมืองที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร นี่คือทัศนะของคุณชวน หลีกภัยในการปราศัยครั้งหนึ่ง ถ้าผมจำไม่ผิดที่เวทีผ่าความจริง ผมเห็นด้วยกับคุณชวนว่าคุณทักษิณ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยสามานย์อย่างเต็มรูปแบบ

สิ่งที่ทักษิณนำเข้าสู่การเมืองไทยคือ เงินทุนก้อนโต ประสิทธิภาพ ภาวะผู้นำ และประชานิยม

การเมืองไทยก่อนหน้าทักษิณ ทุนขนาดใหญ่เลือกที่จะอยู่ข้างหลังและหนุนพรรคการเมืองหลายพรรค นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีภาวะผู้นำและทักษะในการบริหารจัดการ และนโยบายแทบจะไม่ใช่ประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองเพราะทุกพรรคต่างประกาศนโยบายกว้างๆ คล้ายๆ กันเท่านั้น ทักษิณทำให้สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือ การลงทุนและถอนทุนทางการเมือง แม้ว่าหลายคนเคยหวังว่า ทักษิณรวยแล้วจะไม่โกง ตรงกันข้าม การลงทุน ถอนทุนทางการเมืองกลับถูกยกระดับไปสู่มิติที่สูงขึ้น สลับซับซ้อนขึ้น ผ่านนโยบายประชานิยมและการทุจริตเชิงนโยบาย

ในทัศนะของผม หนึ่งในสาเหตุของประชาธิปไตยด้อยพัฒนาของไทยก็คือ ระบบคิดของนักการเมืองไทยส่วนใหญ่ ที่มองว่าการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์และการจัดสรรผลประโยชน์ ความถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ไม่ใช่สาระ หรือไม่มีอยู่จริง ชนะได้ก็เป็นฝ่ายถูก ในหัวของนักการเมืองเหล่านี้ การเมืองต้องพวกมากเข้าไว้ เงินถึงๆ นั่นแหละคือสรณะ

ผมไม่ได้คิดเช่นนี้ขึ้นมาลอยๆ หรืออ้างอิงใคร แต่มาจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสนักการเมืองบางคน ผมเคยชวนเพื่อนนักการเมืองให้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่เน้นการสร้างสรรค์นโยบายที่ดี และธรรมรัฐ แต่เพื่อนนักการเมืองของผมตอบปฏิเสธทันทีว่า เป็นไปไม่ได้เพราะจะไม่มีทุนสนับสนุน นั้นคือ นักการเมืองต้องมีทุนเองหรือไม่ก็ต้องเข้าซบทุนการเมืองเท่านั้น

ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาไม่เข้าใจว่า “ความชอบธรรม” เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมที่ยิ่งใหญ่ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเกิดขบวนการเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี พวกขาประจำที่คอยวิพากษ์วิจารณ์เขา จนถึงไม่เข้าใจรัฐประหาร 2549 เขาคิดได้แต่เพียงว่าเป็นความขัดแย้งส่วนตัว ความอิจฉา และเมื่อคิดอะไรไม่ออกก็โทษ “มือที่มองไม่เห็น

“มวลชน” ในความคิดของทักษิณ เกิดขึ้นได้ด้วยการปลุกปั่นและสร้างขึ้นมาโดยนักปราศัยฝีปากกล้า และด้วยท่อน้ำเลี้ยง มีใครสักคนทำให้เกิดขึ้น จากโลกทัศน์ที่ผิดเพี้ยนเหล่านี้ ในที่สุดนำไปสู่การสร้างขบวนการเสื้อแดง ผ่านนักเคลื่อนไหวมวลชนรับจ้าง จนถึงสร้างกองกำลังคนชุดดำ ผ่านพวกฮาร์ดคอร์ที่รับจ็อบเพื่อค่าตอบแทน ม็อบเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อตอบโต้พลังต่อต้านต่างๆ

ด้วยความมืดบอดและความคิดเชิงกลไก ทักษิณเป็นคนที่ยกระดับประชาธิปไตยด้อยพัฒนาของไทยไปสู่ “ประชาธิปไตยสามานย์” นั่นคือ หลักการอันดีงามของประชาธิปไตยและธรรมรัฐ ถูกบิดเบือนและนำไปใช้อย่างฉ้อฉล (abuse) ผ่านการใช้เงินและอำนาจเข้าควบคุมนักการเมือง พรรคการเมือง ข้าราชการ องค์กรอิสระ หัวคะแนน อิทธิพลท้องถิ่น นักวิชาการ สื่อมวลชน และการใช้ประชานิยมมอมเมาประชาชน  รวมถึงการใช้แนวคิดเชิงการบริหารและการตลาดมาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการทางการเมือง

แล้วเขาก็ประเมินและวิเคราะห์ปัญหาของตนเองผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า และไม่มีวันเข้าใจปัญหาที่แท้จริง

แน่นอนที่สุด ความชอบธรรมคือสิ่งที่จะคงอยู่ต่อไปได้ในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว

จะปฏิรูปการเมืองไทย ต้องยกเลิก สส. เขต

เราพูดเรื่องปฏิรูปการเมืองไทย เรื่องการเมืองใหม่กันมากในช่วงนี้ แต่ก็ดูจะไม่มีใครที่มีข้อเสนอที่ชัดเจนนักว่าจะทำอย่างไร บางคนบอกว่าต้องยกเครื่องระบบโดยการแก้รัฐธรรมนูญ แต่หลายคนบอกว่าระบบดีอยู่แล้ว ที่ต้องทำคือหาคนดีๆ มาทดแทนนักการเมืองรุ่นเก่าที่เน่าเต็มทน ผมเองคิดว่าคงต้องทำทั้งสองอย่าง แต่เห็นว่ากุญแจสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการยกเลิก สส. เขต ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรธุรกิจการเมือง เปิดโอกาสให้คนดีๆ เข้าสู่การเมืองมากขึ้น

 ผมเคยเขียนในบทความ การเมืองใหม่..แนวทางเพื่อการหลุดพ้นจากวังวน ว่าเรามี “ปัญหาการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงหรือการ”ลงทุน”ด้วยวงเงินสูงและเป็นไป อย่างกว้างขวาง ซึ่งนำไปสู่การ”ถอนทุน”ด้วยการคอรัปชั่น” การลงทุนทางการเมืองที่หวังผลได้ ในวงเงินพอเหมาะและมีโอกาสคุ้มทุน ก็คือการสงทุน”ปั้น” สส. เขต ซึ่งรวมถึงการลงทุนสร้างเครื่อข่ายหัวคะแนน และการซื้อเสียงในวันเลือกตั้ง ยิ่งเขตเล็ก ก็ยิ่งมีโอกาสคุมสถานการณ์ได้ดีขื้น ลงทุนน้อยลง และหวังผลได้แน่นอนกว่า

อัน ที่จริง ปัญหาของระบบ สส. เขตของไทย ไม่ใช่จะมีเฉพาะความง่ายในการลงทุนเพื่อเข้ามาเป็น สส. ซึ่งเป็นพื้นฐานของอำนาจทางการเมืองระดับประเทศ ความที่ สส. เขตถูกออกแบบให้ต้องตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่ โดยไม่ต้องคำถึงถึงภาพรวม ก็จะนำไปสู่การสร้างโครงการต่างๆ ไป”ลง”ยังพื้นที่ ซึ่งเป็นการเพิ่มคะแนนนิยม และเป็นช่องทางในการหาประโยชน์จากโครงการเหล่านันโดย สส. เขตและเครื่อข่าย สส. เขตจึงเป็นเสมือนเซลเนื้อร้ายที่คอยกัดกร่อนระบบการเมืองไทยมาโดยตลอด

นอก จากนั้น การเลือก สส. เขต ยังเป็นระบบ “ผู้ชนะรับหมด” (winner takes all) ถ้าเขตใดมีส สส. ได้ 2 คน คะแนนเสียงที่เลือกคนที่ได้ที่ 3, 4, 5… ก็สูญเปล่าทั้งหมด เราจึงอาจจะพบภาวการณ์ที่พรรคการเมืองหนึ่งได้รับคะแนนเสียงรวมมากกว่า แต่ได้จะนวน สส. รวมน้อยกว่าอีกพรรคการเมืองหนึ่ง 

ระบบการเมืองของ เราในปัจจุบัน กำหนดให้มี สส. เขต 400 คน และ สส. สัดส่วน 80 คน จะเห็นได้ว่าให้ความสำคัญกับ สส. เขต มากกว่า สส. สัดส่วน มาก ถ้าสส. เขต “เป็นเสมือนเซลเนื้อร้ายที่คอยกัดกร่อนระบบการเมืองไทย” ตามที่ผมว่ามาข้างต้น ตรงนึัแหละ จึงเป็นปัญหาใหญ่ของระบบ และเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูประบบ

ถ้าเรายกเลิก สส. เขต และใช้ระบบ สส. สัดส่วนอย่างเดียว จะเกิดอะไรขึ้น

  • การ ลงทุนทางการเมืองด้วยการ “ปั้น” สส. จะทำได้ยากมาก ถ้าจะใช้วิธีเดิมๆ จะต้องลงทุนสูงมาก แต่ไม่อาจหวังผลได้อย่างชัดเจน ภาพรวมของการลงทุนทางการเมืองจะน้อยลงอย่างมาก
  • การต่อสู้ทางการเมืองจะเน้นการเสนอนโยบายที่ดี และการสรรหาบุคคลากรที่ความรู้ความสามารถบรรจุเข้าบัญชีรายชื่อของพรรค
  • พรรคการเมืองที่มีฐานเสียงมั่นคงระดับประเทศ จะได้เปรียบ ส่วนพรรคเฉพาะการณ์ พรรคที่มีเจ้าของ จะเสียเปรียบในการเลือกตั้ง
  • พรรค การเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองทางเลือก ซึ่งมีนโยบายหรือบุคคลากรที่แตกต่างจากพรรคการเมืองและนักการเมืองรุ่นเก่า มีโอกาสได้ สส. เข้าสภามากขึ้น เพราะทุกคะแนนเสียงที่เลือกถูกนำมาใช้คิดคำนวณจำนวน สส.
  • เมื่อ สส. ตายหรือพ้นจากตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องจัดเลือกตั้งใหม่ เพราะสามารถเลื่อนบุคคลในบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ ขึ้นมาทำหน้าที่แทนได้เลย

เมื่อไม่มีการลงทุนทางการเมือง และอิทธิพลท้องถิ่นต่างๆ ถูกลดบทบาทลง สมการทางการเมืองไทยจะเปลี่ยนไปอย่างมาก แน่นอน ภาวะการเมืองล้มเหลวของไทยคงจะไม่สามารถแก้ได้ด้วยยาวิเศษเพียงขนานเดียว การปฏิรูปการเมืองเป็นขบวนการต่อเนื่อง แต่ผมก็ยังมั่นใจว่า การปรับเปลี่ยนตามแนวทางนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่มีนัยสำคัญมาก และไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะว่าไทยจะไม่ใช่ประเทศแรกหรือประเทศเดียวที่ใช้ระบบ สส. ส่ัดส่วนเป็นหลักของระเบบการเมือง ในยุโรป และที่อื่นๆ ก็มีการนำมาใช้ก่อนหน้านี้นานแล้ว ผมเองก็ไม่ใช่คนเดียวที่คิดเรื่องนี้

จะ ปฏิรูปการเมืองกันทั้งที คงไม่ใช่ปรับแค่เขตใหญ่ให้เล็กลง ซึ่งสวนทางโดยตรงกับแนวทางของบทความนี้ เลิก สส. เขต เถอะครับ แล้วเมืองไทยจะได้ก้าวพ้นจากวังวนเสียที

ธรรมรัฐ

ผมตั้งใจที่จะเขียนเกี่ยวกับ “ธรรมรัฐ” (good governance) หรือที่อาจจะมีพูดถึงด้วยคำอื่นๆ เช่น ธรรมาภิบาล ธรรมาธิปไตย เป็นต้น เพราะผมเห็นว่า เรื่องนี้เป็นรากเง่าหนึ่งของปัญหาสังคมและการเมืองไทย ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา

ผมจำได้ว่า ผู้ที่เริ่มพูดเรื่องนี้อย่างเด่นชัดที่สุดในส่วนที่เกี่ยวกับการเมืองไทย คือ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว โดยท่านพูดว่ารัฐบาลของท่านจะเน้นเรื่อง “ความโปร่งใส” ยอมรับว่าในตอนนั้นผมเองก็แทบจะไม่เข้าใจว่าท่านพูดถึงอะไร เพราะอะไร จนกระทั่งผมได้มีโอกาสเป็นกรรมการในบริษัทมหาชนที่จดทะบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการอบรมในเรื่องนี้ และมีประสบการณ์ตรง จึงได้เข้าใจมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป สังคม เศรษฐกิจ การเมืองของเรากำลังก้าวเข้าไปสู่ระบบที่มีธรรมาภิบาลมากขึ้นๆ

หลักการธรรมาภิบาลที่สำคัญ ประกอบด้วย หลักการความโปร่งใส (Transparency) การกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในผลที่เกิดขึ้น (Accountability) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลไม่น่อมแน้ม (Efficiency & Effectiveness) ความรับผิดชอบต่อผู้อื่นหรือบุคคลที่สาม (Responsibility) ความยุติธรรม (Fairness) และจริยธรรม (Ethics) ผมจะไม่ลงรายละเอียดในแต่ละเรื่องเหล่านี้ ท่านที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งอื่นๆ

หลักธรรมาภิบาลได้ ถูกนำมาใช้ในวงการธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในบริษัทมหาชน ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “บรรษัทภิบาล” (corporate governance) ซึ่งก็เพิ่มความเข้มข้นขึ้นตลอดระยะเวลาหลายๆ ปีที่ผ่านมา เพราะเป็นระบบที่ข่วยขจัดความขัดแย้งในผลประโยชน์ และช่วยประกันความเจริญร่งเรืองในระยะยาว

ในวงการบริหารกิจการของรัฐ หรือวงกการเมืองไทย ต้องถือว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่นำเอาหลักการนี้เข้ามาใช้อย่างกว้างขวางและเป็น ระบบ ที่สำคัญคืกการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ การมีส่วนร่วมโดยตรง ของประชาชน และหลักการอื่นๆ ที่มุ่งขจัดนักการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองชั่ว ซึ่งเป็นอุปสรรคของการพัฒนา ประชาธิปไดยไทย ถึือได้ว่า 2540 เป็น ธรรมศักราชที่ 1

ตรงนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความขัดแยังหลายๆ อย่างในวงการเมืองไทย

เพื่อน ผมคนหนึ่งซึ่งถูกจัดว่าเป็นนักการเมืองน้ำดี ฝีปากเฉียบกล้าในสภาฯ ให้ความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 40 นี้ในตอนที่มีการประกาศใช้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญ “ที่เต็มไปด้วยอคติต่อนักการเมือง” ความเห็นนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจถึงสาระและความสำคัญของ ธรรมรัฐ ถ้านักการเมืองน้ำดีเพื่อนผมยังคิดอย่างนี้ แล้วนักการเมืองน้ำไม่ค่อยดีอื่นๆ จะรู้สึกอย่างไร

ความรู้สึกเช่น นี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่ และกรรมการบริษัทก็เคยรู้สึกทำนองเดียวกันเมื่่อ กลต บังคับให้บริษัทมหาชนทั้งหลายต้องใช้หลักบรรษัทภิบาล

ส่ิ่งที่ตามมา ก็คือ ความสับสนวุ่นวายต่างๆ ตั้งแต่คดีซุกหุ้น (รอบแรก) จนถึงการปฏิเสธการชี้แจงและถูกตรวจสอบโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญของนักการ เมืองใหญ่ การออกมาเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพือประชาธิปไตย และที่สุดการัฐประหาร 2549

รัฐธรรมนูญ 2550 ที่เกิดขึ้นต่อมานั้น อันที่จริงไม่ได้แตกต่างในหลักการสำคัญเรื่องธรรมรัฐ จากรัฐธรรมนูญ 40 แต่อาจจะเข้มข้นขึ้นในบางส่วน

การยุบพรรคการเมืองจำนวนหนึ่ง ที่ตามมา คนจำนวนหนึ่งเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้ง หรือ สองมาตรฐาน ผมได้เคยแสดงความเห็นในคดียุบพรรคไว้แล้วในบทความก่อนหน้านี้ของผม

คดี ที่ดินรัชดา เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงถึงความไม่เข้าใจในเรื่องธรรมรัฐของคนจำนวน มาก ซึ่งแสดงออกจากคำพูดที่ว่า “คนซื้อไม่ผิด คนขายไม่ผิด แต่คนเซ็นยินยอมกลับผิด” เรื่องนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้กล่าวหาผู้ซ้ือหรือผู้ขาย แต่ฟ้องว่าอดีตนายกทักษิณ ทำในสิ่งที่กฏหมายห้ามเอาไว้ เพราะฉะนั้น ศาลจึงไม่วินิจฉัยว่า มีการทุจริตหรือไม่ในการซื้อขายนี้ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการทุจริต คนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีคนหนึ่งคือ เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อออกมาพูดว่า “นายกทักษิณไม่ได้ทำผิดกฏหมาย แต่ทำสิ่งที่กฏหมายห้าม” แล้วทำไมกฏหมายถึงห้ามไม่ให้นายกทักษิณหรือภรรยามาซื้อที่ดินซึงเป็นทรัพย์สินของรัฐบาล คำตอบคือ เพราะมันมีโอกาสเกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์ (potential conflict of interest) ซึ่งกฏหมายต้องการกันไม่ไห้เกิดขี้น และกำหนดโทษจำคุกไว้ ซึ่งอาจจะหนักไปหน่อย แต่นี่แหละคือสาระสำคัญอย่างหนี่งของธรรมรัฐ

คดีทำกับข้าวออกทีวีของอดีตนายกสมัคร สุนทรเวช ก็ทำนองเดี่ยวกัน มันมีโอกาสเกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์

เพื่อน นักการเมืองน้ำดีของผม ตอนนี้เข้าร่วมขบวนการเสื้อแดงอย่างเต็มตัว และเรียกร้องให้กลับไปใช้รัฐธรรมนุญ 40 “ที่เต็มไปด้วยอคติต่อนักการเมือง” ชักจะยังไงๆ อยู่นะ

รัฐธรรมนูญ 40 หรือ 50 ไม่ใช่รัฐธรรมนุญที่สมบูรณ์เพรียบพร้อม มีส่วนที่แรงไปบ้าง เบาไปบ้าง ไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติบ้าง แต่โดยรวมต้องถึอว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องการส่งเสริม ธรรมรัฐ ปัญหาที่แท้จริงก็คือ เรายังไม่ได้ให้โอกาสรัฐธรรมนูญสองฉบับนี้ได้ทำงานตามที่ออกแบบไว้ได้อย่าง เพียงพอและนานพอที่ผู้คนในสังคมจะได้เข้าใจ และได้รับประโยชน์อย่่างเต็มที่

จำนำข้าวหรือประกันราคาข้าว.. โจทย์มีแค่นี้หรือ

การพยายามระบายข้าวที่รับจำนำมาจากชาวนาที่อยู่ในสต็อกของรัฐบาล ซึ่งถูกคณะรัฐมนตรีตั้งข้อสงสัยถึงความเหมาะสมในวิธีการ รวมถึงความระแวงแคลงใจว่าอาจจะมีความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินการประมูลขาย ข้าวครั้งนี้ด้วยนั้น กำลังนำไปสู่การรื้อระบบการพยายามช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้ดีขึ้น และก็ดูเหมือนรัฐบาลได้มีข้อสรุปแล้วว่า ควรจะเปลี่ยนมาเป็นระบบประกันราคาข้าวแทน ด้วยเหตุผลในเรื่องความง่ายในการบริหารจัดการ รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง ถ้าโจทย์มีเพียงแค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการแทรกแซงตลาดข้าว ผมก็พอจะเห็นด้วยได้ว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่..โจทย์ในเรื่องนี้มีแค่นี้หรือ

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมมองว่าการเข้าไปแทรกแซงตลาดข้าวมีนัยยะ (implications) มากกว่าการพยายามเข้าไปช่วยชาวนาซึ่งถือว่าเป็น”คนส่วนใหญ่” และ “มีรายได้ต่ำ” ผมจะไม่พยายามตอบคำถามของตัวเองในตอนนี้ว่า ชาวนาเป็น “คนส่วนใหญ่” และ “เดือดร้อน” ในเชิงเปรียบเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ จริงหรือไม่ แต่ต้องการแสดงความเห็นว่า การเข้าไปช่วยชาวนาเช่นนี้ อันที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือชาวนาจริงๆ ในระยะยาว เพราะการการกระทำเช่นนี้เป็นการใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศจำนวนมหาศาลเข้า ไปอุ้มชูกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีผลตอบแทนต่ำ เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดที่จะปรับเปลี่ยนทรัพยากรบุคคล ที่ดิน มันสมอง และอื่นๆ ไปสู่กิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนในทางเศรษฐกิจสูงขึ้น หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นการผูกชาวนาไว้กับท้องไร่ท้องนาต่อไป

ที่ แย่ไปกว่านั้นก็คือ การกระทำเช่นนี้ เป็นการอุดหนุน (subsidize) ทางอ้อม ต่อผู้บริโภคในต่างประเทศให้ได้บริโภคข้าวในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน ด้วยเงินภาษีของคนไทย ผ่านการบิดเบือนอุปทาน

ผมเห็นว่า ถ้ารัฐบาลต้องการเอาใจชาวนาเป็นการเฉพาะ นโยบายที่รัฐควรจะมุ่งเน้นมากกว่า น่าจะเป็นการพยายามให้มีการลดพื้นที่การปลูกข้าวลง ซึ่งอาจจะมีการให้เงินอุดหนุน รวมถึงการส่งเสริมอาชีพหรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ นโยบายเช่นนี้ จะทำให้เหลือชาวนาหรือพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีต้นทุนต่ำกว่า และที่สำคัญ ราคาข้าวก็น่าจะสูงขึ้นเนื่องจากอุปทานลดลง แต่ถ้าไม่จำเป็นต้องเอาใจชาวนาเพียงกลุ่มเดียว รัฐบาลก็เพียงแต่หยุดการแทรกแซงตลาดข้าว เอาเงินภาษีที่เคยใช้เพื่อการนี้ไปใช้ในเรื่องการปรับปรุงสวัสดิการต่างๆ ต่อผู้มีรายได้น้อยโดยทั่วไป ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานจัดสรรทรัพยากรว่าควรจะใช้ทำนา ปลูกข้าวหรือทำอย่างอื่น รัฐบาลเองก็ไม่มีหน้าที่หรือความสามารถที่จะตัดสินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจใด มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ หรือมีอนาคต

ผมเข้าใจครับว่า ชาวนาเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง การส่งออกข้าวไปเลี้ยงคนอื่นๆ ในโลก เป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจของคนไทย แต่ก็ไม่เชื่อว่าการแทรกแซงตลาดข้าว ไม่ว่าจะเป็นการจำนำข้าวหรือการประกันราคา เป็นทางเลือกทางนโยบายเพียง 2 ทาง ที่มีอยู่

การเมืองใหม่..แนวทางเพื่อการหลุดพ้นจากวังวน

การเมืองใหม่ เป็นแนวความคิดเรื่องระบบการเมืองใหม่สำหรับประเทศไทย ที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ของระบบการเมืองในปัจจุบัน กล่าวคือ

  • ปัญหาการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงหรือการ”ลงทุน”ด้วยวงเงินสูงและเป็นไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งนำไปสู่การ”ถอนทุน”ด้วยการคอรัปชั่น
  • ปัญหาการถ่วงดุลย์อำนาจอย่างเหมาะสมระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ
  • ปัญหาองค์กรอิสระและระบบราชการที่ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง
  • ปัญหาการบังคับใช้กฏหมายที่หย่อนยานและเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจหรือเงิน
การแบ่งแยกอำนาจและองค์กรแห่งอำนาจ

ระบบ การแบ่งแยกอำนาจภายใต้ระบบการเมืองใหม่ แบ่งอำนาจออกเป็น 4 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจกำกับตรวจสอบ โดยมีองค์กรแห่งอำนาจ คือ

สภานิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้ง เป็นองค์กรผู้ทรงอำนาจนิติบัญญัติ มีหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติกฏหมายที่ใช้ปกครองประเทศ ไม่มีอำนาจในการแต่งตั้ง ตรวจสอบ กำกับฝ่ายบริหาร แต่มีอำนาจในการตรวจสอบฝ่ายกำกับตรวจสอบ สมาชิกสภานิติบัญญัติอาจจะสังกัดหรือไม่สังกัดพรรคการเมืองก็ได้ และไม่มีฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

คณะรัฐมนตรี มาจากการแต่งตั้งโดยวุฒิสภา เป็นองค์กรผู้ทรงอำนาจบริหาร เสนอกฏหมายได้ แต่ไม่มีอำนาจยุบสภา คณะรัฐมนตรี มีหน้าที่ในการนำเสนอนโยบายและแนวทางในการบริหารประเทศเพื่อขอความเห็นจาก รัฐสภา (ที่ประชุมร่วมวุฒิสภาและสภานิติบัญญัติ) และสรุปผลการดำเนินงานทุกรอบ 6 เดือนเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรับฝังความเห็น

ศาลสถิตยุติธรรม มาจากการแต่งตั้ง เป็นองค์การผู้ทรงอำนาจตุลาการ

วุฒิสภา มา จากการแต่งตั้งและเลือกตั้ง เป็นองค์กรผู้ทรงอำนาจ แต่งตั้ง กำกับ ตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระอื่นๆ สามารถถอดถอนรัฐมนตรีได้ เสนอกฏหมายได้

การ แยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหารค่อนข้างเด็ดขาด จะคล้ายคลึงกับระบบของสหรัฐอเมริกา สภานิติบัญญัติจะสามารถพิจารณาและอนุมัติกฏหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น เพราะไม่ต้องพะวงกับการต่อรองแลกผลประโยชน์กับฝ่ายบริหาร

นายก รัฐมนตรีจะได้รับการสรรหาจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ภาวะผู้นำ และคุณธรรม โดยวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบจากวุฒิสภา คณะรัฐมนตรีซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรี จะถูกประเมินผลงานตามระยะเวลาที่กำหนด และอาจถูกถอดถอนได้โดยวุฒิสภา โดยการเสนอของวุฒิสมาชิก หรือการเข้าขึ่อของประชาชน ตามจำนวนที่กำหนด สถานะของนายกรัฐมนครีและคณะรัฐมนตรีจะเปลี่ยนจาก “ผู้ปกครอง” มาเป็น “ผู้บริหาร” ซึ่งดำเนินงานตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา

พระวิหาร

ในที่สุดปราสาทพระวิหารก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยการเสนอ ฝ่ายเดียวของเขมร ปฏิกิริยาจากประชาชนไทยส่วนใหญ่แสดงถึงความผิดหวัง โกรธแค้น แม้ว่าบางส่วนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไร ทัศนะของทางการไทยในเรื่องนี้บอกว่า เรื่องมรดกโลกไม่เกี่ยวกับดินแดน แม้ว่าเขมรจะประสบความสำเร็จในการได้รับการยอมรับตามข้อเสนอขึ้นบัญชีปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลก ไทยก็ยังสามารถเสนอให้โบราณสถานโดยรอบรวมถึงปราสาทหินขอมอื่นๆ ในดินแดนไทยให้เป็นมรดกโลกได้ เรากำลังสู้กับเขมรว่าใครจะจดทะเบียนมรดกโลกได้ก่อนกระนั้นหรือ ประเดินของเรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหนกันแน่

ต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องปราสาทพระวิหาร น้อยมาก รวมถึงตัวผมเองด้วย เมื่อตอนที่เรื่องนี้เริ่มเป็นข่าวในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ ผมเองก็ยังงงๆ ว่าทำไมทหารจึงต้องแสดงความห่วงใยในเรื่องที่เขมรจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระ วิหารเป็นมรดกโลก ความเข้าใจตอนนั้นก็คือ ของๆ เขา เรื่องของเขา การที่ปราสาทพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะกระทบกระเทือนความมั่นคง ของไทยอย่างไร

แต่เมื่อมีการเปิดเผยรายละเอียดของคำ ตัดสินโดยศาลโลกรวมถึงเหตุการณ์แวดล้อมอื่นๆ ในคดีพิพาทเขาพระวิหาร เมื่อปี 2005 คนไทยรุ่นใหม่รวมทั้งผมจึงเพิ่งจะเข้าใจหรือได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ละเอียด อ่อนในเรื่องนี้เป็นครั้งแรก

ประเด็นก็คือว่า ศาลโลกตัดสินยก”ปราสาทพระวิหาร”ให้ตกเป็นของเขมร แต่ไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดนตามที่เขมรร้องขอต่อศาล ไทยไม่เคยยอมรับว่าดินแดนอันเป็นที่ตั้งของพระวิหารเป็นของเขมร แม้ว่าจะยินยอมถอนกำลังทหารออกจากปราสาทแห่งนี้ และปล่อยให้เขมรเข้าครอบครองต่อมา ตลอดเวลากว่า 4 ทศวรรษ คนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจแบบคร่าวๆ ว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร ไม่เคยรับทราบว่า ท่าทีอย่างเป็นทางการของไทยคือ เรายินยอมให้เขมรเข้าครอบครอง แต่ไม่ได้ยกดินแดนอันเป็นที่ตั้งให้

ที่ เหลือเชื่อก็คือ กระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งควรจะรู้เรื่องนี้ดี ไม่เคยพูดถึงท่าทีทางการที่ยึดถือมาโดยตลอดนี้ให้ประชาชนได้ทราบ เราเพิ่งจะได้รับรู้เรื่องนี้จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฏรเมื่อเร็วๆ นี้เอง อันที่จริง จนถึง ณ ปัจจุบัน ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าท่าทีที่เป็นทางการของไทยในเรื่องนี้คืออะไรกันแน่ เรายกปราสาทและที่ดินให้เขมรแล้ว หรือยกให้เฉพาะปราสาท แล้วที่ดินโดยรอบล่ะยังคงเป็นของไทยหรือไม่ เจ้าหน้าที่ทางการที่ออกมาพูดก้ดูจะยังอ้ำๆ อี้งๆ ไม่กล้าฟันธงไปในทางใดทางหนึ่ง

แม้ว่ายูเนสโกจะไม่ใช่ องค์กรที่จะตัดสินข้อพิพาทดินแดนระหว่างประเทศ แต่การที่ทางการไทยลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับเขมรให้การสนับสนุนเขมรในการเสนอ ขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ย่อมมีความเสี่ยงในการที่เขมรจะนำไปอ้างว่า ไทยได้ยอมรับว่าบริเวณอันเป็นที่ตั้งของพระวิหารเป็นของเขมร โดยไม่มีข้อโต้แย้ง นับเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีที่ทางการไทยเคยยึดถือมาโดยตลอด ประเด็นจึงมีอยู่ว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการเช่นนั้นได้หรือไม่ ซึ่งก็มีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่า การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการทำสนธิสัญญาซึ่งจะมีผลผุกพันให้ไทยต้อง เสียดินแดนให้เขมร

ผมจำได้ว่า สมัยที่อยู่ที่ญึ่ปุ่น ก็มีข้อพิพาทดินแดนทางเหนือของญี่ปุ่นระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ไม่เคยถอยจากจุดยืนของตัวเอง แม้ว่าในทางปฏิบัติ รัสเซียจะยึดครองดินแดนดังกล่าว และญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะใช้กำลังเข้ายึดคืนมา แต่ในการเจรจาทางการระหว่างสองประเทศเกือบทุกครั้ง ญี่ปุ่นก็ยังแสดงท่าทีของตัวเองในเรื่องนี้ต่อรัสเซีย ซึ่งรัสเซียก็จะบอกว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของรัสเซีย ผมแน่ใจว่า ถ้ามีนักการเมืองญี่ปุ่นคนไดเกิดไปแสดงท่าทีแม้แต่น้อยนิดจะด้วยวิธีใดก็ตาม ที่จะไปบอกว่า ดินแดนทางเหนือเป็นของรัสเซีย เพราะรัสเซียก็ยึดครองดินแดนนี้มาตั้ง 60 ปีแล้ว นักการเมืองผู้นั้นคงถูกคนญี่ปุ่นรุมประชาฑัณต์ไปในเวลาไม่นาน

ข้อ พิพาทดินแดน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องทางการทหาร และการเมืองระห่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่มีกฏหมาย หรือกติการะหว่างประเทศไดๆ ที่จะเป็นที่ยอมรับได้โดยประเทศทั้งมวล แม้แต่ศาลโลกก็ไม่มีอำนาจบังคับ ถ้าจะบังคับจริงๆ ก็ต้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าการที่คณะมนตรีความมั่นคงจะดำเนินการใดๆ ก็เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ใช่ข้อกฏหมายหรือคำตัดสินของศาลโลก

ผมคิดว่า ไทยต้องมั่นคงในจุดยืนของตัวเอง และต้องดำเนินการทั้งทางการทหารและการทูตอย่างเหมาะสม

ม. 237 ความหวังของการเมืองไทย!

รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 มาตรา 237 บัญญัติไว้ดังนี้

“ผู้ สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภา หรือระเบียบ หรือประกาศคณะกรรมการเลือกตั้งซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดย สุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ถ้า การกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรค การเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการ เมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”

ผู้ ที่คัดค้านรัฐธรรมนูญมาตรานี้ บอกว่า บทบัญญัติเช่นนี้ ไม่ถูกต้องตามหลักการของกฏหมาย ซึ่งควรจะลงโทษผู้ที่ทำผิดเฉพาะตัว เป็นการมุ่งทำลายสถาบันพรรคการเมือง

ผมเห็นแตกต่างครับ

ผมไม่ใช่นักกฏหมายจิงไม่อาจวิจารณ์ได้ว่าการกำหนดให้มีความรับผิดชอบ ร่วมกันของผู้บริหารต่อการกระทำขององค์กรผิดหลักกฏหมายหรือไม่ แต่ก็พอจะมองได้ว่า เจตนารมย์ของบทบัญญัตินี้ค่อนข้างชัดเจน คือต้องการเห็นพรรคการเมือง และวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในพรรคการเมืองส่วนใหญ่ใน ปัจจุบัน นั่นคือ พรรคการเมืองที่ผู้บริหารพรรคกำหนด ตรวจสอบ ติดตามนโยบายและความเป็นไปต่างๆ ในพรรค และรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่ พรรคการเมืองที่แบ่งเป็น”มุ้ง”หรือ”วัง” (factions) ย่อยๆ รวมกันเข้ามาเพือผลในการเลือกตั้งและการได้อำนาจ ไม่มีใครต้องการรับผิดชอบกับการกระทำของใคร

ผมมองไม่เห็นว่า บทบัญญัติเช่นนี้ จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ หรือทำลายพรรคการเมืองได้อย่างไร ตรงกันข้าม ถ้าพรรคการเมืองใดปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องกับเจตนารมย์ของบทบัญญัตินี้ พรรคการเมืองนั้นน่าจะเข้มแข็งขึ้นอย่างแท้จริง และคู่ควรกับการได้รับการยอมรับว่าเป็น “สถาบัน” การทำให้แน่ใจว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองของพรรคไม่โกงการเลือกตั้ง น่าจะเป็นความรับผิดชอบต่ำที่สุดที่ทุกพรรคการเมืองต้องมี

แต่ ผมก็ไม่เชื่อหรอกครับว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองทั้งหมดจะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ ผมจึงได้แต่หวังว่า ม. 237 จะยังคงได้รับการปกป้องให้คงอยู่อย่างน้อยอีกสัก 10 ปี ให้พรรคการเมืองแย่ๆ ถูกยุบ เลือกตั้งใหม่ ถูกยุบอีก เลือกตั้งใหม่อีก สัก 2-3 รอบ การเมืองไทยจะเปลี่ยนไปอีกมาก นักการเมืองรุ่นเก่าคงต้องยุติบทบาทไป คนที่สนใจการเมืองแต่ไม่ต้องการลงทุนมหาศาลในการ”เล่น”การเมือง ก็อาจจะเข้าสู่การเมืองมากขึ้น

237 นี่แหละคือยาวิเศษที่กำลังออกฤทธิ และคือความหวังของการเมืองไทย อย่างแท้จริง

คดียุบพรรค..ความก้าวหน้าของจรรยาบรรณศาลไทย

คดีประวัติศาสตร์ที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย และให้ระงับสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการพรรค 5 ปี นับเป็นความก้าวหน้าในมาตรฐานทางจรรยาบรรณ ของระบบยุติธรรมไทย
ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาพักใหญ่ๆ แม้ว่าอาจจะดูล่าไปบ้าง แต่ก็คงต้องเขียนไว้เป็นหลักฐานเสียหน่อย

ผล การตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิเลือกตั้งของอดีตกรรมการพรรค เป็นประเด็นถกเถียงกันในทุกวงการ โดยเฉพาะในประเด็นหลัง หลายคนเชื่อว่าเป็นการตัดสินที่ขาดมาตรฐาน เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองมากกว่าอื่นใด

ผมกลับมองว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างมืออาชีพและด้วยความกล้าหาญ

เรื่อง ของเรื่องก็คือ พรรคไทยรักไทย โดยผู้บริหารบางคน ได้พยายาม “จัดหา” ผู้สมัครจากพรรคการเมืองเล็กให้ลงสมัครในเขตเลือกตั้งหลายเขต เพื่อแก้ปัญหาผู้สมัครจากพรรคเดียว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แม้แต่ ทรท เองก็ไม่ได้พยายามที่จะแก้ข้อกล่าวหาในประเด็นข้อเท็จจริง แต่กลับไปเน้นประเด็นเท็คนิคทางกฏหมาย หรือประเด็นผลกระทบทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นกรณี ทรท ถูกยุบพรรค จนถึงวินาทีนี้ ผมก็ยังไม่เห็นอดีตผู้บริหาร ทรท ผู้ใดออกมาปฏิเสธข้อเท็จจริง หรือมีผู้ใดออกมากล่าวคำขอโทษใดๆ กับประชาชน

ภาย ใต้ภาวะการณ์ที่ทรท มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักและบางกรณีค่อนข้างจะโจ๋งครึ่มในการ “จัดหา” ผู้สมัครจากพรรคการเมืองขนาดเล็กมาลงสมัครในหลายๆ เขต รวมถึงที่ไม่ได้เป็นประเด็นโดยตรงของคดีนี้ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ย่อมจะไม่พ้นหูพ้นตาของพรรคประชาธิปัตย์ คู่แข่งทางการเมือง และก็เป็นธรรมดาที่ ปชป จะพยายามเอาเรื่องนี้มาเปิดโปงและโจมตี ทรท ผมมองไม่เห็นว่า ปชป จะมีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครแล้วออกมาปรักปรำ ทรท ตามที่ฟ้อง

คงไม่ต้องพูดว่า การกล่าวโจมตี “ระบอบทักษิณ” ของ ปชป เข้าข่ายการพยายามล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยของไทย ไม่มีใครบ้องตื้นคิดเช่นนั้น

อันที่จริงต้องยอมรับว่า สำนวนฟ้อง ปชป ค่อนข้างอ่อน ทำให้คิดไปได้ว่า คงต้องการฟ้องแก้เกี้ยวคู่ไปกับการฟ้อง ทรท และ ปชป ก็ทำได้ดี โดยโต้ข้อกล่าวหาในประเด็นข้อเท็จจริงเป็นหลัก

ประเด็นการบังคับใช้กฏหมายย้อนหลังในการตัดสิทธิเลือกตั้งอดีตกรรมการ ทรท ดูจะยังเป็นประเด็นที่คาใจหลายคน

ผม ขอตั้งคำถามอย่างนี้ เราอนุญาตให้คนบ้ามีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือไม่ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางกฏหมายแต่ก็เชื่อว่ากฎหมายเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา เกือบทุกฉบับคงไม่ได้ให้สิทธินี้เอาไว้ แม้ว่าสิทธิเลือกตั้งจะเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แม้ว่าภาวะความวิกลจริตจะเกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายจะบัญญัติ แต่ก็มีผลเป็นการตัดสิทธิเลือกตั้งสำหรับผู้วิกลจริต โดยเฉพาะถ้าได้มีคำสั่งศาลว่าเป็นผู้วิกลจริต การตัดสิทธิดังกล่าวไม่ใช่การลงโทษ และความวิกลจริตก็ไม่ใช่ความผิดอาญา เรื่องการตัดสิทธิเลือกตั้งของอดีตกรรมการ ทรท นี้ก็เช่นกัน และศาลท่านก็ได้บรรยายไว้อย่างชัดเจนในคำพิภากษา

เราคงต้องถามตัวเรา เองว่า การกระทำของ ทรท โดยผู้บริหารบางคน เป็นความผิดเพียงใดหรือไม่ ผมเองคิดว่าเป็นอาชกรรมขั้นร้ายแรงทีเดียว เป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย เป็นการกระทำที่ค่อนข้างอุกอาจ ราวกับจะประกาศว่า “ฉันจะทำอะไรก็ได้” ถ้าเราปล่อยให้อดีตผู้บริหารที่กระทำการหรือยอมให้มีการกระทำเช่นนี้กลับมา ตั้งพรรคการเมืองใหม่ จะใช้ชื่อเดิมหรือไม่ก็ตาม แล้วดำเนินการทางการเมืองต่างๆ ได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กฏหมายก็แทบจะไม่มีประโยชน์ ผมเห็นว่า ควรจะต้องคงข้อกำหนดทางกฏหมายข้อนี้เอาไว้ด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ด้วยซ้ำไป

การตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม เพราะอาชญากรไม่ได้ถูกปล่อยให้ลอยนวลด้วยเหตุผลทางเทคนิคของกฏหมาย หรือ พยานหลักฐานอ่อน สาวไม่ถึง นี่แหละคือสิ่งที่ผมเห็นว่าคือ “ตุลาการภิวัฒน์” หรือมาตรฐานทางจรรยาบรรณของศาลสถิตยุติธรรมที่ก้าวหน้า เป็นการย้ำว่า “บ้านเมืองมีขึ้นมีแปนะ” ใครจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็อยู่ภายใต้กฎหมายเช่นกัน